ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4)

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอนที่4 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ช่วงบ่ายๆ วันขึ้นปีใหม่ 2560 เราขับรถจากอำเภอ ศรีสัชนาลัย ลงมาสู่ตัวเมืองสุโขทัย ซึ่งห่างกันราวๆ 70 กม เพื่อชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยซึ่งในอดีตรุ่งเรืองกว่า กำแพงเพชร และศรีสัชนาลัย

สุโขทัยอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 545 กม. เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 200 ปี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-21 เอกสารของกรมศิลปากร เรียกว่า แคว้นสุโขทัย บริเวณที่เป็นที่รวมของบ้านเมืองอยู่บริเวณที่ราบแถบลุ่มน้ำ ยม ปิง น่าน เมย และป่าสัก โดยอยู่ระหว่างอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก่อน คือ พุกาม (เมียนม่าร์ในปัจจุบัน) และ ขอม (กัมพูชาในปัจจุบัน)

ทั้งอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร และ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ที่เราไปชมกันในสามตอนที่ผ่านมา ต่างก็เคยเป็นเมืองบริวารของสุโขทัยมาก่อน รวมทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

คณะกรรมการมรดกโลก แห่งองค์กร UNESCO ของสหประชาชาติจึงพิจารณาและประกาศเมื่อ พ.ศ. 2534 ให้ กรุงสุโขทัยและเมืองบริวาร เป็นเมืองมรดกโลก (The World Heritage Committee inscribed  Sukhothai and Associated Cities on the World Heirtage List in 1991)

ประมาณบ่ายสามโมงก็ถึงตัวเมืองสุโขทัย เราจึงแวะชมวัดศรีชุม ซึ่งเป็นบริเวณของอุทยานประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกกำแพงเมืองเก่า ประมาณ 2 กม. ก่อนเข้าที่พัก

บ่ายวันนั้นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาแวะชมวัดกันมากมายถึงขั้นต้องเข้าคิวรอเข้าไปในมณฑปซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป ที่รู้จักกันในนาม พระอจนะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุปูนปั้น แกนในก่ออิฐและศิลาแลง หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร สูง 15 เมตร

ในอดีตตัวมณฑปน่าจะมีหลังคาคล้ายโดม ตัวมณฑปนั้นตั้งอยู่บนฐานสูง ด้านหน้าเปิดเป็นช่องเห็นพระพักตร์พระพุทธรูปงดงามแต่ไกล

ปีนี้ที่ด้านหน้ามณฑป มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศให้ได้ถวายความอาลัยและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อีกด้วย มุมแปลกตาที่เหมาะสำหรับการถ่ายรูปเช่นนี้ เป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้ว

เมื่อมีโอกาสเข้าไปในมณฑป ก็ไม่สามารถหามุมสวยที่ไม่มีผู้คนได้ จึงได้แต่รีบเก็บภาพโดดเด่นเป็นส่วนๆ

พระหัตถ์ที่อ่อนช้อยงดงามของพระอจนะ เป็นมุมสวยในสายตาของช่างภาพเสมอ

คำพระอจนะ มีความหมายว่าผู้ไม่หวั่นไหว และ “มุทรา” หรือ ท่วงท่าการวางพระหัตถ์เช่นนี้ ทางอินเดียให้ความหมายว่า “ความแน่วแน่ไม่หวั่นไหว”

แม้องค์พระจะใหญ่คับที่ แต่เมื่อส่องกล้องช้อนขึ้นไปด้านบนที่โปร่งโล่ง ก็ได้เห็นภาพสวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง

สันนิษฐานว่า วัดนี้ สร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เดิมพระพุทธรูปคงอยู่กลางแจ้ง ก่อนที่จะสร้างมณฑปคลุมภายหลัง  ส่วนหลังคาคงเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง แต่หักพังไปหมดแล้ว ตามหลักฐานระบุว่าวัดแห่งนี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าลิไท และมีการดูแลบูรณะเรื่อยมา

วัดนี้ได้ถูกทิ้งร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 9 ได้มีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในปี พ.ศ. 2495 โดยเริ่มมีการบูรณะพระพุทธรูปพระอจนะ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ วัดจึงอยู่ในสภาพที่เห็นในปัจจุบัน

ภาพนี้และภาพต่อๆไป ยังหาข้อมูลไม่ได้ว่ามีที่มาอย่างไร เพราะเมื่อพูดถึงวัดศรีชุม มักจะเน้นกันที่พระอจนะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปองค์นี้ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของมณฑป ก็ดูอ่อนช้อยงดงาม และเก่าแก่จึงถ่ายรูปไว้ เพื่อเป็นภาพข้อมูลประกอบการเดินทางครั้งนี้

สิ่งที่สะดุดตา ทำให้อยากถ่ายรูป คือ มีการตั้งพานพุ่มตกแต่งอย่างงดงามเป็นพุทธบูชา และ ก็มีคนถวายพวงมาลัยด้านในอาคารนี้ด้วย

พานพุ่มนี้ก็จัดทำอย่างประณีตสวยงามเช่นกัน จนดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้ ที่นี่เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์มีชีวิตชีวา มิใช่เป็นเพียงแค่โบราณสถานที่ขรึมขลังอีกต่อไป

เย็นๆเข้าที่พัก ชื่อ Legendha Resort บรรยากาศเป็นไทยๆตั้งแต่บริเวณด้านหน้า

บรรยากาศหน้าห้องพัก... ที่น่าสนใจ คือ ป้ายชี้ทางไปวัดช้างล้อม ซึ่งอยู่ด้านหลังโรงแรม เดินแค่ 2- 3นาทีเท่านั้น

ดังนั้น ที่พักของเรา และ วัดช้างล้อมอยู่ห่างจากกำแพงเมืองเก่าของอุทยานฯประมาณ  1.4 กม.เท่านั้น

 หลังจากพักผ่อนครู่หนึ่ง ตอนเย็น เราก็เดินไปชมวัดช้างล้อมกัน

ป้ายนี้สรุปได้ว่า มีการพบศิลาจารึกในบริเวณวัด  ระบุว่า เมื่อ  พ.ศ. 1927 พ่อนมใสดำผัวแม่นมเทด ซึ่งเป็นขุนนางที่จงรักภักดี ได้อุทิศที่ดิน สร้างวิหาร รวมทั้งพระพุทธรูป หอพระไตรปิฏก และ ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์  เพื่อ อุทิศบุญกุศลถวายแด่พระมหาธรรมราชาลิไทและพระมเหสีซึ่งเสด็จสวรรคตแล้ว

นี่คือ เจดีย์ประธานของวัด ที่ฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อมรวม 32 เชือก

ช้างที่วัดนี้รูปร่างหน้าตาน่ารัก คล้ายช้างจริงมากกว่า ช้างที่วัดช้างรอบกำแพงเพชร และ ที่วัดช้างล้อม ศรีสัชนาลัย  แต่ที่นี่เป็นช้างที่สร้างภายหลังสองวัดนั้นเกือบ 100 ปี และเป็นช้างที่มีการบูรณะแล้ว

วิหารขนาดใหญ่ด้านหน้าเจดีย์  ต้นโพธิ์(รูปบน) และไม้อื่นๆ

ด้านหน้าเจดีย์นี้ มีพระพุทธรูปปางลีลาองค์สูงพอควร มีแท่นวางพระพุทธรูปองค์เล็กๆ มีธูปเทียนพร้อมให้กราบไหว้ได้เหมือนวัดทั่วไป วันนั้นเทียนเล็กๆยังสว่างอยู่ที่ฐานเจดีย์ แสดงว่ามีคนมาแวะก่อนเราไม่นานนัก 

ที่อยากจะขอเล่าไว้ในที่นี้ คือ ลูกชายบอกว่ารู้สึกแปลกๆเหมือนมีอะไรดลใจให้เขาเดินตรงไปบริเวณด้านหน้าเจดีย์ทันทีที่เดินมาถึง และ ต้องการจุดธูปเทียนบูชา ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน

ส่วนแม่ก็แปลกใจและงงๆเช่นกัน เพราะตอนที่ลูกเดินผ่าน แม่บอกว่าช่วยถ่ายรูปคู่ให้พ่อแม่หน่อย แต่ลูกกลับเดินผ่านไปเฉยๆ จนกระทั่งกราบไหว้เจดีย์เสร็จแล้ว จึงย้อนมาถ่ายรูปให้ และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอื่นใดอีก

รูปประกอบนี้ น่าจะสอดคล้องกับเรื่องที่ลูกเล่า เนื่องจากก่อนที่ลูกจะเดินออกจากที่พักมาสมทบกับพ่อแม่ที่วัด แม่ได้ถ่ายภาพนี้ไว้ เพราะแปลกใจที่ดูเหมือนเพิ่งมีการจุดเทียนในโคมไฟปล่อยวางทิ้งไว้ที่มุมหนึ่งของทางเดินรอบเจดีย์และมีขนมปังที่มดขึ้นเต็ม กองอยู่ข้างๆ มองไปไม่เห็นใครแล้ว  ไม่นานนักไฟก็ลามเลียโคมไฟสวยจนมอดไหม้ไปหมด แสดงว่า เจดีย์นี้น่าจะมีมนต์ขลังอย่างใดอย่างหนึ่ง มากกว่าเป็นแค่โบราณสถาน จึงทำให้ผู้คนมากราบไหว้บูชาเสมอ

แต่....ในสายตาของคนสูงวัย อยากเห็นโบราณสถานต่างๆที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก คงความงดงามแบบ ขรึมขลัง กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างสะอาดตาต่อไป ไม่อยากเห็นความสกปรกรกรุงรังที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการกราบไหว้บูชาอย่างไม่มีการควบคุมดูแลจากทางราชการ

คืนนั้นมีนิทรรศการ การแสดงแสงสี และกิจกรรมอื่นๆที่บริเวณวัดมหาธาตุในอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปีมรดกโลกเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร

กิจกรรมพิเศษเหล่านี้ จัดขึ้นระหว่าง 3 ธค.59 – 3 มค.60 โชคดีที่เราไปช่วงนั้นพอดี จึงได้ชมสิ่งสวยงามพิเศษเป็นของแถมโดยบังเอิญ

นอกจากแสงหลากสีที่จับต้องตามอาคารต่างๆในบริเวณวัดมหาธาตุแล้ว ยังมี “ ตะคันเทียนประทีป” อีกด้วย

ตะคัน คือ เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ใส่น้ำมันเพื่อจุดไฟให้แสงสว่างเช่นเดียวกับตะเกียง…ภาพนี้ ตะคันเทียนประทีปน่าจะอยู่ในโคมผ้าสี่เหลี่ยมที่อยู่เหนือน้ำ

รูปนี้ปู่ตั้งกล้องให้เป็นพิเศษ เพื่อให้เห็นหน้าได้ชัดในแสงสลัวๆบริเวณสนามหญ้า

แสงเงาสวยงามสะท้อนในน้ำ ฝีมือหลานสาววัย 8 ขวบ

ตั้งโต๊ะขายและกินอาหารกันที่สนามหญ้าหน้าวัดมหาธาตุ

ปู่แยกวงจากครอบครัว ไปเดินถ่ายรูปแสงสีภายในวัดคนเดียว

โอกาสที่จะเห็นความงามยามค่ำคืนเช่นนี้ คงจะมีไม่บ่อยนัก

คลิกภาพความงามชัดๆอีกครั้ง ก่อนไหว้ราตรีสวัสดิ์กับองค์พระประธานในพระอุโบสถ

บรรยากาศงามๆยามเช้าที่รีสอร์ทชื่อ Legendha ก่อนลาจาก

ราวๆสิบโมงเช้า เรามาแวะชมอุทยานฯยามฟ้าแจ้ง เป้าหมายหลักของเราในวันนี้ คือ วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุเป็นวัดสำคัญและใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ใจกลางกรุงสุโขทัย เขตของวัดใหญ่มาก กว้างยาวประมาณด้านละ 200 เมตร มีคูล้อมรอบบริเวณวัด

คงจะเป็นวัดในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามของกรุงเทพฯ

เข้าใจว่าสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กษัตริย์องค์แรกของกรุงสุโขทัย และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมและปรับปรุงอีกหลายครั้งในรัชกาลต่อๆมา

พบซากเจดีย์ในบริเวณวัดประมาณ 200 องค์ ฐานวิหาร 10 ฐาน ฐานซุ้มพระ 8 ฐาน และฐานโบสถ์ 1 ฐาน

ทราบมาว่าตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา ทางอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (รวมทั้งศรีสัชนาลัยด้วย) ได้งดให้นำรถยนต์เข้าในเขตกำแพงเมืองเก่า

บรรยากาศด้านหน้าจึงมีนักจักรยานคึกคัก ท่าทางของนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและไทย ดูสดชื่นแจ่มใสกันถ้วนหน้า

ค่าเช่าจักรยานทั้งวัน อยู่ระหว่าง 30-50 บาท

คูน้ำและไม้ใหญ่ด้านหน้า ให้ความรู้สึกสดชื่น และ ร่มรื่น

พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เจดีย์ประธานวัดชนะสงคราม และบึงบัวชมพูที่ดอกแย้มบานสะพรั่งเมื่อได้แดดจ้ายามสาย

ถ้ามาช่วงบ่าย บัวจะหยุดแย้มบาน จึงควรไปช่วงเช้าถึงสายๆ เป็นดีที่สุดสำหรับการถ่ายรูป ที่มีบัวบานเป็นองค์ประกอบภาพ

บัวสวยในบึงทำให้หลงใหลอยู่กับที่แต่ละแห่งได้นานมากๆ

อาจจะเป็นช่วงปีใหม่ด้วย ผู้คนจึงนิยมนำพวงมาลัยหรือพานพุ่ม มาถวายสิ่งที่เขาเคารพบูชา

สิ่งปลูกสร้างนี้ยังดูใหม่อยู่ เข้าใจว่าคงจะสร้างเมื่อไม่นานมานี้

ป้ายด้านหน้า ให้ข้อมูลว่า หลักเมือง เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดเล็ก มีลักษณะฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสยกพื้นสูง ด้านบนมีเสากลมทำด้วยศิลาแล เครื่องบนคงเป็นเครื่องไม้หลังคามุงกระเบื้อง

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง ซึ่งท่านได้ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก่อนเสด็จมาชมหลักฐานต่างๆที่หลงเหลืออยู่ด้วยพระองค์เอง จากการให้ขุดลึกไปใต้เนินดิน ก็ทรงมีความเห็นตรงตามชาวบ้าน ว่าบริเวณนี้น่าจะเป็น ศาลหลักเมือง

นี่คือ อุโบสถและพระประธาน ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายรูปสวยๆได้หลายมุม  มาที่นี่ตอนเช้าหน้าหนาวทีไร จะนั่งส่องกล้องติดตรึงอยู่หน้าบึงบัวบานและพระประธานงดงามมีเมตตาองค์นี้ ได้นานมากๆ มาครั้งนี้แดดจ้า ฟ้าใส อากาศกำลังสบาย จึงได้มุมงามในสายตาของเราหลายมุม

รูปนี้แอบถ่ายฝรั่งที่นั่งไหว้อยู่หน้าอุโบสถ โดยให้แฟนสาวถือกล้องอยู่ริมบึงบัวด้านตรงข้าม ซึ่งไกลกันพอสมควร ถ้าจะให้เห็นบัวด้วยจะได้ภาพคนตัวเล็กนิดเดียว

มุมผกผันแบบนี้เป็นมุมสนุกส่วนตัวของเรา ต้องพยายามส่องกล้องให้เห็นพระพักตร์ของท่านสะท้อนในน้ำได้ชัด พ้นจากการถูกใบและดอกบัวบังให้ได้

การพยายามสอดส่ายสายตาให้เห็นบัวดอกที่สมบูรณ์และบานพ้นน้ำอย่างโดดเด่น ก็เป็นงานสนุกอีกอย่างหนึ่ง

การพยายามมองให้เห็นแสงเงาสวยงามบนพระพักตร์ของท่าน ก็เป็นเรื่องท้าทายและใช้เวลามากเช่นกัน รูปนี้ยังไม่ถูกใจนัก แต่หมดเวลาสนุกแล้วเรา

ใบเสมาตรงกลางและมุมอาคาร เป็นสัญญลักษณ์ของพระอุโบสถซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเจดีย์ประธาน

สำหรับพระพุทธรูปปูนปั้นบนฐานชุกชีนั้น เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการบูรณะแล้ว

นี่คือ บริเวณด้านหน้าเจดีย์ประธาน บริเวณโดดเด่นและสำคัญที่สุดในวัดนี้ มีผู้คนมาแวะเวียนกันไม่ค่อยขาดสาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ศึกษาข้อมูลมาแล้ว  ส่วนขวามือ คือพระอุโบสถตามที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

มาทราบถึงข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจของเจดีย์ประธานกันสักนิด เจดีย์นี้อยู่ด้านหลังวิหาร(ซึ่งเรายังเดินไปไม่ถึง เพราะเข้ามาทางด้านข้างของวัด ไม่ได้เข้ามาจากด้านหน้า)

เจดีย์ประธานเป็นทรงดอกบัวตูม หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย แต่คงไม่ได้เป็นรูปแบบเริ่มแรก เนื่องจากในวัดนี้มีสิ่งปลูกสร้าง และมีการบูรณะต่อเนื่องกันมาหลายสมัย

สำหรับเจดีย์ขนาดย่อมกว่าที่รายรอบเจดีย์ประธานนั้นเป็นเจดีย์ทิศ มี 8 องค์ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะผสมผสานกันหลายแบบ เช่น ขอม ศรีวิชัย  ลังกา หริภุญไชย ฯลฯ

มีการสันนิษฐานรูปแบบของเจดีย์ หลายความเห็น ความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในยุคแรกอาจสร้างเป็นปรางค์แบบขอมก่อน และต่อมาเมื่อกรุงสุโขทัยเจริญมากขึ้นจึงมีการสร้างเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย ครอบปรางค์องค์กลางไว้และมีความสูงมากกว่าทุกองค์ ซึ่งหากพิจารณาในเชิงสัญญลักษณ์ก็อาจจะแสดงได้ว่าในช่วงเวลานั้น ไทยเจริญรุ่งเรืองเหนือกว่าชาติที่เคยมีอิทธิพลทางศิลปะต่อไทย นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่าเจดีย์บางองค์อาจมีการสร้างเพิ่มเติมภายหลังในสมัยอยุธยาเรืองอำนาจก็ได้

วันนั้นไม่ได้เฉียดไปใกล้ๆเจดีย์ประธานเลย แต่บังเอิญได้รูปวาดค่อนข้างชัดเจนจาก google พร้อมคำอธิบายน่าสนใจช่วยให้ได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น จึงขอนำรูปนี้มาเผยแพร่ประกอบกับภาพถ่ายก่อนหน้านี้ เพื่อประโยชน์ต่อผู้สนใจ...ขอขอบคุณเจ้าของบล็อก คุณ Monkey Number 4 ด้วยค่ะ

ระหว่างที่เดินชมสถานที่ในวัดมหาธาตุ ช่วงหนึ่งเห็นบัวสามดอก เว้นระยะเป็นรูปสามเหลี่ยม ได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เพราะชวนให้นึกถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ จึงนำมาฝากกันค่ะ

องค์นี้เรียกกันว่า พระอัฎฐารศ (อัฎฐารศ แปลว่า 18 หมายถึงสูง 18 ศอก หรือ ประมาณ 9 เมตร)  มี 2 องค์ อยู่ทางเหนือ และทางใต้เจดีย์ประธาน

จากพระอัฏฐารศ (พระพุทธรูปยืน) ได้เดินผ่านเสาที่เรียงรายเป็นแนวยาวมาทางด้านหน้าของวัด

แนวเสาด้านหลังที่ต่อจากเจดีย์ประธานจนถึงฐานสูงนั้น คือ วิหารหลวง ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรูปทอง” ตามที่มีการกล่าวถึงในศิลาจารึกหลักที่ 1

พระพุทธรูปทอง องค์ดังกล่าวนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญโดยล่องแพไปไวัที่วิหารหลวงวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ถวายพระนามว่า พระศรีศากยมุนี

สันนิษฐานว่า พระพุทธรูปทององค์นี้ น่าเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยที่พระมหาธรรมราชาลิไททรงโปรดให้หล่อขึ้นเมื่อพ.ศ. 1905

ปัจจุบันนี้ที่วิหารหลวงยังคงปรากฏแท่นฐานขนาดใหญ่ของพระพุทธรูปองค์นี้เหลือให้เห็น

ถัดจากวิหารหลวง เป็นฐานสูงและพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ ส่วนนี้เรียกว่า วิหารสูง ซึ่งเรากำลังจะขึ้นบันไดไปถ่ายรูปกัน

ตอนนี้เราขึ้นมาบนวิหารสูง (ฐานสูงประมาณ 1.5 เมตร) ซึ่งอยู่ด้านหน้าวิหารหลวง

วิหารหลวง สร้างในสมัยสุโขทัย เรืองอำนาจ ส่วนวิหารสูงสร้างภายหลังในสมัยอยุธยา เรืองอำนาจ

พระประธานในวิหารสูงเป็น พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยแบบอู่ทอง

เมื่อลงจากวิหารสูง เราเดินอ้อมมาทางขวา ซึ่งเป็นมุมที่มองเห็นด้านหลังของเจดีย์ประธาน

ที่จริงในวัดนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง แต่ใกล้ถึงเวลานัดหมายกับลูกหลานแล้ว เราจึงเดินย้อนมาผ่านวิหารสูงอีกครั้งหนึ่ง

แนวต้นเข็มและดอกสีส้มกลมกลืนกับสีของแนวเสาศิลาแลงในวันฟ้าใส ทำให้ได้เห็นมุมงดงามที่คาดไม่ถึงอีกภาพหนึ่ง

เมื่อคืนวานได้เห็นเงาสะท้อนหน้าวัดพร้อมแสงสีสดใสด้วยไฟสาดส่อง ใกล้เที่ยงวันนี้ได้เห็นเงาสะท้อนจากจุดเดียวกันพร้อมแสงสีธรรมชาติ  สวยงามกันคนละแบบ

ภาพเปรียบเทียบกัน

ภาพนี้ได้จากบล็อกของคุณ Monkey Number 4 อีกเช่นกัน เป็นภาพสรุปรายละเอียดเด่นๆของโบราณสถานในวัดมหาธาตุได้ชัดเจน พร้อมมีชื่อกำกับให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อประโยชน์ของผู้สนใจอีกภาพหนึ่งค่ะ

ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ถนนด้านหน้าวัดมหาธาตุ คู่กับป้ายฉลองการครบรอบ 25 ปีมรดกโลกเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร

เที่ยงแล้ว ได้เวลาอำลาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งเป็นแห่งสุดท้ายของการชมสามอุทยานมรดกโลกในการท่องเที่ยวต่อเนื่องในครั้งเดียวกันตามที่ใฝ่ฝันไว้นานแล้ว

ยิ่งกว่านั้น โชคดีอย่างยิ่งที่ได้สานฝันครบถ้วนในโอกาสที่มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของการเป็นมรดกโลก ทำให้ได้เห็นแสงสีสวยงามยามค่ำคืนของวัดสำคัญที่สุดของกรุงสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นของแถมที่มีคุณค่าเหลือหลาย

ขอบคุณเพื่อนๆและครอบครัวที่ช่วยทำให้ความใฝ่ฝันลมๆแล้งของคนคนหนึ่งเป็นจริงขึ้นมาได้..... โดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อน

........................

 



Edited by yanid - 02 Feb 2017 at 15:05

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 02 Feb 2017 at 11:28

DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/280]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/285]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/333]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/237]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/224]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/296]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/201]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/991]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/997]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/734]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/364]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/816]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/470]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/380]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/233]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/365]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/994]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/214]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/169]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/188]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/283]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/217]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/746]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/310]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/266]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/212]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/455]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/457]
Hallstatt 2016 [5/398]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/505]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/423]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/753]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/511]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/608]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/697]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/478]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/768]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/1111]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/3228]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/550]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/357]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1467]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/419]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/335]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/455]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/324]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/357]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/822]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1697]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/2316]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/4172]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/15295]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/1053]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/232]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/210]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/173]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/187]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/179]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/233]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/153]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/167]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/199]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/686]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/347]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/374]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/480]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/355]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1408]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/562]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/629]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/772]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/469]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/934]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/594]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1661]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/714]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/4079]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/473]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/370]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/678]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/359]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/480]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/485]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/665]
กรรมฐาน [6/922]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/551]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/902]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

November 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ