ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4)

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอนที่ 3/4 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

สองตอนที่ผ่านมา เราได้ไปชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเพียงแห่งเดียว แต่แยกเป็นการชมในเขตกำแพงเมืองเก่า กับ นอกเขตกำแพงเมืองเก่า (19 – 20 ธค. 2559 ) และมีเวลาพอแวะชมได้เฉพาะสถานที่ที่โดดเด่นจริงๆเท่านั้น

ตอนที่สามนี้ (31ธค. 2559 -1 มค. 2560 ) เราจะเดินทางไปชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กัน  แต่...อย่างที่เล่าไว้แล้วว่าช่วงวันดังกล่าว เราไปเที่ยวกับลูกหลาน ไม่ได้เที่ยวกับคนวัยใกล้เคียงกันเหมือนช่วงแรก การท่องเที่ยวช่วงนี้จึงเป็นแบบลุยๆและมีสีสันกว่าช่วงแรก

เราออกเดินทางจากเชียงใหม่ตอนเก้าโมงกว่าๆของวันที่ 31 ธันวาคม แล้วแวะทานอาหารกลางวันกันที่ลำปาง จากนั้นขับรถไปชมวัดสวยที่แพร่ ก่อนมาพักค้างคืนใกล้ๆกับอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

แวะกินกลางวันที่ ร้านเสบียง ลำปาง ริมน้ำวัง อาหารเด่นดังของที่นี่ คือ ขาหมูเยอรมัน แต่อาหารอื่นๆก็อร่อยไม่แพ้กัน

อิ่มแล้ว ลูกพานั่งรถย้อนไปที่ร้าน White Coffee ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน ตอนแรกตั้งใจเพียงแค่นั่งดูลูกหลานกินกัน เพราะตัวเองอิ่มมาก แต่พอเห็นเค้กที่มีรูปน้องกระต่ายน่าเอ็นดูที่ทำจากไอซิ่งวางเด่นบนเค้กเนื้อนุ่ม   ก็อดใจไม่ไหว กระเพาะรีบขยับที่ให้พร้อมรับขนมสวยถูกใจทันที...ทั้งเค้กและชาของร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ...เค้กชิ้นละ 89 บาท ขนาดเหมาะกับการแบ่งกันกินพอดี

บ่ายโมงกว่าๆ ลูกขับรถไปตามถนนสาย101 ที่เรียบ และ โล่ง มุ่งสู่วัดสวยมหัศจรรย์ น่าทึ่ง และ ชื่อยาวววมากๆ  คือ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม อยู่ที่อำเภอเด่นชัย แพร่

สร้างตั้งแต่ปี 2520 บนดอยม่อนทอง เนื้อที่ 25 ไร่ เดิมเป็นที่ปลูกฝ้ายมาก่อน ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคให้เป็นที่สร้างวัด

เจ้าอาวาสชื่อ หลวงพ่อมนตรี เป็นบุคคลมหัศจรรย์ที่น่าทึ่งมาก ท่านเป็นลูกชาวนา สนใจการปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5ขวบ จบแค่ป.7 ท่านเริ่มสร้างวัดนี้ตั้งแต่ปี 2503 (อายุ 18 ปี)  ออกแบบและคุมการก่อสร้างเองทั้งหมด โดยจำลองแบบต่างๆมาจากพม่า จีน และ ลาว ใช้เวลาสร้าง 17 ปี แล้วเสร็จในปี 2538 เล่ากันว่าท่านสามารถออกแบบและวาดแบบร่างเองได้อย่างงดงาม ปัจจุบันท่านอายุ 57 ปี   (ขอขอบคุณข้อมูลจาก Google ค่ะ)

จุดเด่นของวัดนี้ คือ เป็นที่รวมศิลปกรรมล้านนาประยุกต์สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง มีเจดีย์ทรงล้านนากว่า 30 องค์

เราอยู่ที่วัดนี้ราวๆสองชั่วโมง ปู่บอกว่า น่าสนใจถ่ายรูปไปหมดทุกมุมจะต้องหาโอกาสมาใหม่อีกสักครั้ง

ออกจากวัดตอนเย็นๆ มาถึงโรงแรมชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม ติดกับอำเภอศรีสัชนาลัยเมื่อใกล้ค่ำ

คืนนั้นเราฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากันเงียบๆที่ร้านหมูกระทะในตลาด ผู้คนที่นี่ไม่ตื่นเต้นกับวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเลย....และเรา..ก็เช่นกัน...เหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวันแล้ว

เช้าวันที่ 1 มค.2560 เราเริ่มการชมศรีสัชนาลัยกันที่ ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์เตาสังคโลกก่อน จากนั้นจึงจะไปชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในวันนี้

ช่วงบ่ายเราจะเดินทางเข้าตัวเมืองสุโขทัยซึ่งอยู่ทางใต้ของศรีสัชนาลัย ห่างกันประมาณ 70 กม.

นี่คือ แผนผังคร่าวๆ ของศรีสัชนาลัยและโบราณสถานที่เราจะแวะชม

วันที่เราไปแวะที่ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์เตาสังคโลก เป็นวันปีใหม่ บัวคู่สีม่วงงดงามในอ่างบัวที่หน้าศูนย์ฯได้แย้มบาน ราวกับต้อนรับและให้พรเราพอดี

ศูนย์ฯนี้อยู่ที่บ้านเกาะน้อย ทางเหนือของตัวเมืองไปประมาณ 4 กม. ที่เกาะน้อยมีการขุดค้นพบเตาทุเรียงซึ่งใช้ในการเผาเครื่องสังคโลกแล้วประมาณ 500 เตาในบริเวณยาวประมาณ 1 กม. ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมของศรีสัชนาลัย

อาคารของศูนย์มีสองหลัง สร้างจากเงินบริจาคของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย สร้างคร่อมบริเวณเตาที่ใช้เป็นที่ศึกษา คือ เตาที่ 42 และ61

เครื่องสังคโลกที่ค้นพบมีทั้งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และ หักพัง... แต่วันนั้นไม่เห็นชิ้นที่สมบูรณ์ในศูนย์ฯเลย

ขอให้ข้อมูลเพิ่มว่า ศรีสัชนาลัยมี 3 ชื่อ 

ที่นี่มีการผลิตเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 และมีการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ประมาณพ.ศ.1800 เป็นต้นมา คือ ก่อนสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจ  ในยุคนั้น เรียกกันว่า เมืองเชลียง ในสมัยที่กรุงสุโขทัยเรืองอำนาจ  เรียกกันว่า เมืองศรีสัชนาลัย ต่อมาประมาณปี 2100 ซึ่งกรุงอยุธยามีอำนาจแทนที่กรุงสุโขทัย กิจการเครื่องสังคโลกรุ่งเรืองถึงขนาดส่งออกไปประเทศทางตะวันตกด้วย มีการเรียกชื่อเมืองว่า เมืองสวรรคโลก

(ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก web ของศูนย์ฯ และ google )

ยามสายวันนั้น ที่อุทยานฯ แดดไม่แรง อากาศกำลังสบาย

อุทยานฯ อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 550 กม. มีพื้นที่รวมประมาณ 45 ตารางกิโลเมตร  มีโบราณสถานทั้งในกำแพงเมือง และนอกกำแพงเมืองรวม ทั้งหมด 281 แห่ง อยู่ในกำแพงเมืองประมาณ 19 แห่ง ส่วนโบราณสถานนอกกำแพงเมืองนั้นกระจายอยู่โดยรอบทั้งสี่ทิศ

ยามบอกว่า ปัจจุบันไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้าไปในอุทยานฯซึ่งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเหมือนในอดีต  แนะให้ใช้วิธีเดินชม หรือ ขี่จักรยาน หรือ ใช้บริการรถพ่วงนำเที่ยวของศูนย์ฯ... เราเลือกวิธีเดิน เพราะถนนดี มีต้นไม้สูงใหญ่ เรียงรายเป็นระยะๆ ดูร่มรื่น และ วัดเป้าหมายทั้งสามแห่ง อยู่ไม่ไกลจากทางเข้านัก

จักรยาน ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน ถ้าสนใจแวะชมหลายวัด

ยังไม่ทันเหนื่อย เราก็เดินมาถึงวัดสวนแก้วอุทยานน้อย ซึ่งเป็นพระอารามในเขตพระราชวัง เพราะอยู่ติดกับบริเวณที่เป็นพระราชวังของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งปัจจุบันไม่เหลือซากอาคารให้เห็น นอกจากการขุดค้นพบฐานอาคารก่ออิฐ

มีการสันนิษฐานว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อพ่อขุนบานเมืองผู้พี่ได้ขึ้นครองราชย์แทนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กษัตริย์องค์แรกของกรุงสุโขทัย คงจะส่งพ่อขุนรามคำแหงผู้เป็นน้อง มาปกครองเมืองศรีสัชนาลัย  จึงเป็นที่มาของการเรียกเมืองนี้ว่าเป็น เมืองลูกหลวง  และ กษัตริย์องค์ต่อๆมาก็ได้ส่งโอรสมาครองเมืองนี้เช่นกัน

ด้านหน้ามีแผ่นป้ายสวยงามให้ข้อมูลสั้นๆทั้งไทยและอังกฤษ สรุปสาระสำคัญเพิ่มเติมได้ว่า โบราณสถานภายในวัดนี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย คือ ทั้งเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม และเจดีย์รายทรงปราสาทแบบสุโขทัยรอบเจดีย์ประธาน ทั้งสองรูปแบบนี้มีพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมในทิศทางเดียวกันที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของช่างในสมัยสุโขทัยที่ได้ดัดแปลงผสมผสานรูปแบบของปราสาทขอมเข้ากับเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะสุโขทัย

ภาพสันนิษฐานสภาพวัดสวนแก้วอุทยานน้อยในสมัยที่ยังไม่ชำรุด มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นเจดีย์ประธาน รอบๆเป็นเจดีย์รายแบบต่างๆ 13 องค์ ซึ่งเจดีย์เหล่านี้ ช่างสุโขทัยผสมผสานมาจากปราสาทแบบขอมและเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา จนเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย ด้านหน้าเป็นวิหารและเชื่อมต่อกับอาคารประดิษฐานพระพุทธรูป

อาคารประดิษฐานพระพุทธรูปและเจดีย์ประธาน

ในอาคารประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ปางมารวิชัย ที่ยังพอเห็นเค้าโครงศิลาแลงและปูนที่ฉาบอยู่พอสมควร

ส่วนที่เหลืออยู่ของกำแพงศิลาแลงรอบวัด เรียกกันว่า กำแพงแก้ว

แสดงว่าพื้นที่จริงภายในวัดเมื่อกว่า 700 ปีมาแล้ว ต่ำกว่าพื้นดินของอุทยานฯปัจจุบันพอสมควร เพราะรูปที่แล้วตอนยืนถ่ายรูปหลังกำแพงวัด กำแพงสูงเสมอไหล่แต่เมื่อออกมายืนนอกวัด กำแพงวัดสูงประมาณน่องเท่านั้น

เดินต่อมาอีกประมาณ 500 เมตร ก็ถึงบริเวณวัดช้างล้อม  ซึ่งอยู่เกือบกึ่งกลางกำแพงเมือง สร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ระหว่างพ.ศ.1828-1834 รวม 7 ปี

รูปแบบสันนิษฐานไม่ต่างจากวัดส่วนใหญ่ในสามอุทยานประวัติศาสตร์ คือ มีวิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธาน และในบริเวณเดียวกันอาจมีวิหารและเจดีย์เล็กกว่าเรียงรายตามความเหมาะสม

ส่วนที่ต่างไป คือ รูปทรงของเจดีย์ ที่วัดนี้เป็นเจดีย์ทรงลังกา อยู่บนฐานสีเหลี่ยมจตุรัส และมีช้างล้อมรอบเจดีย์ เช่นเดียวกับวัดช้างรอบในอุทยานฯกำแพงเพชร

ภาพโดยรวมของวัดช้างล้อม

วันที่เราไป ได้เห็นภาพแปลกตาเหนือวัดนี้คือ มีอีกา จำนวนมากบินวนเวียนไปมาในมุมสูงเหนือลานกว้างของวัด ในขณะเดียวกัน ที่ช่องเสาบริเวณวัดก็มีนกพิราบอาศัยอยู่อย่างเป็นสุข ส่วนเด็กที่ถือทิชชู่ถูหน้าผากในรูปขวามือด้านล่าง คือ หลานที่โดนเศษอึหรือฉี่ของนก โปรยมาเปื้อนผม ทำให้นึกได้ว่า การสวมหมวกไปชมสถานที่ต่างๆนั้น นอกจากจะช่วยกันแดดกันฝนได้ไม่น้อยแล้ว ยังอาจจะช่วยป้องกันให้พ้นจากภัยทางอากาศที่คาดไม่ถึงเช่นกรณีนี้อีกด้วย

รูปนี้เจตนาเน้นให้เห็นถึงบันไดสูงหลายขั้นที่ซอยถี่ๆขึ้นไปสู่ลานประทักษิณ (ลานกว้างสำหรับเดินเวียนขวา โดยให้สิ่งที่เรานับถืออยู่ทางขวามือของผู้เดินเวียน) ซึ่งมีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ข้างบน

รูปนี้เจตนาให้เห็นว่า ช้างล้อมที่ว่านั้น เป็นช้างยืนเต็มตัว เจดีย์ช้างล้อมที่นี่จึงเป็นแห่งเดียวที่มีฐานประดับด้วยช้างยืนเต็มตัวโดยรอบ มีขนาดเท่าหรือใหญ่กว่าช้างจริงๆ แทนที่จะเป็นช้างโผล่ออกมาจากฐานเพียงแค่ครึ่งตัวเหมือนที่อื่นๆ

ภาพตัดให้เห็นช้างอย่างชัดเจน  ตามข้อมูลบอกว่าเป็นช้างปูนปั้นโครงในเป็นศิลาแลง ประดับโดยรอบด้านละ 9 เชือก ยกเว้นด้านบันไดทางขึ้นมีเพียง 8 เชือก และที่มุมทั้ง 4 มุม รวมทั้งหมด39 เชือก แต่ละเชือกจะมีลายปูนปั้นประดับที่คอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชือกที่อยู่ตรงแต่ละมุมจะได้รับการตกแต่งงดงามเป็นพิเศษ....แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยความงามอยู่ไม่มากนัก

พระพุทธรูปงดงามในซุ้มเหล่านี้ น่าจะมีการนำมาประดิษฐานภายหลัง เพราะตามหนังสือฯของกรมศิลปากร เมื่อปี 2533 ระบุว่า เหนือฐานประทักษิณประดิษฐานพระพุทธประทับนั่งปางมารวิชัย 20 รูป แต่พระพุทธรูปถูกทำลายไปคงเหลือด้านเหนือเพียงองค์เดียว

ด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายของวัดช้างล้อม เห็นเจดีย์ไกลลิบๆอยู่บนเขาสูง คือวัดเขาสุวรรณคีรี เหมาะสำหรับหนุ่มสาวทดสอบความแข็งแรง แต่ตามข้อมูลไม่ได้ระบุว่ามีสิ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษ

แผนผังวัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดช้างล้อม  นับอย่างไรก็ไม่ได้เจ็ดแถว และไม่พบข้อมูลว่าเหตุใดจึงเรียกว่า เจ็ดแถว

หนังสือของกรมศิลปากร ให้ข้อมูลว่า การเรียกว่าวัดเจดีย์เจ็ดแถวนั้นเป็นชื่อที่ตั้งภายหลังโดยคนท้องถิ่น เนื่องจากพบเจดีย์เป็นจำนวนมากมายหลายแถว

เราเดินข้ามถนนเล็กๆ จากหน้าวัดช้างล้อม มาเข้าทางด้านหลังวัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งมีเจดีย์ประธานทรงดอกบัวตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สูงเด่น และมีเจดีย์รายหลากหลายรูปทรง รวม 33 องค์  เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากหลายแห่ง เช่น ลังกา ศรีวิชัย พุกาม เป็นต้น

สำหรับเจดีย์รายที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกปูนปั้น นั้น เป็นตัวอย่างที่สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะศรีวิชัย

ทั้งนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า เดิมคงมีการสร้างเจดีย์เหล่านี้ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระราชวงศ์สุโขทัยระหว่างที่ครองเมืองศรีสัชนาลัย

เจดีย์ประธาน ยังมีรูปทรงคงอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ฝีมือละเอียด ประณีตงดงาม

ใกล้เที่ยง เราเริ่มทยอยเดินผ่านต้นไม้ใหญ่อย่างผ่อนคลายสบายใจ

เด็กน้อยคนนี้ เห็นที่โล่งกว้าง เป็นไม่ได้ ต้องวิ่งทุกที

สุดถนนไม่ใกล้ไม่ไกล คือ ทางออกไปที่จอดรถของเรา

โชคดี ที่ออกจากอุทยานฯ ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ถึง ร้านอาหารหน้าตาดี ชื่อ Srisatchanalai Heritage ….เลี้ยวรถเข้าซิคะ จะรออะไร

โชคดีครั้งที่สอง คือ ร้านนี้ตั้งอยู่ริมน้ำยม  เลยได้เห็นวิวสวยสะอาดตาระหว่างกินอาหารอร่อยๆ  ทราบว่าเจ้าของเป็นนายแพทย์ซึ่งเป็นชาวศรีสัชนาลัย ต้องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้บ้านเกิดเมืองนอน เพิ่งเปิดกิจการเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

โชคดีครั้งที่ 3 คือ ที่นี่มีร้านขายของพื้นเมืองอยู่ด้านหน้าด้วย หลังจากอิ่มหนำสำราญดีแล้ว จึงมาแวะชื้อของสมัยใหม่ทรงโบราณเพื่อเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาเมืองเครื่องปั้นดินเผาที่ลือชื่อของไทยในอดีต เพราะมาครั้งนี้เน้นเที่ยวเป็นหลัก ไม่มีเวลาช็อปปิ้งซึ่งเป็นกิจกรรมที่โปรดปรานเลย

จากนั้นก็มาแวะวัดสำคัญที่มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 และมีการบูรณะปรับปรุงเป็นระยะๆ จนยังเป็นวัดที่มีความสำคัญสืบต่อมาถึงปัจจุบัน ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในปี 2478 ปีต่อมา มีการโอนมาขึ้นในปกครองคณะสงฆ์ และปี 2501ได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวง 

นั่นคือ  วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือ ชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไป ว่า วัดพระปรางค์

เป็นโบราณสถานที่อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยที่อยู่นอกกำแพงเมืองโบราณมาทางใต้ประมาณ 3 กม.

สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นศาสนสถานของขอมที่สร้างไว้ก่อน ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้น มีการสร้างพระปรางค์ครอบองค์เดิม และปรับปรุงอีกครั้งสมัยอยุธยาตอนปลาย

เป็นวัดสำคัญในเขตเมืองเชลียงมาแต่เดิม เป็นที่สรงน้ำมูรธาภิเษก สำหรับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ที่จะขึ้นเสวยราชสมบัติมาแต่ครั้งโบราณกาล

พระปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลง ลักษณะเป็นปรางค์แบบอยุธยา ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ๓๐ เมตร

หน้าพระปรางค์มีวิหารขนาดใหญ่ มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยซึ่งได้รับการซ่อมแซมแล้ว

พระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลา ด้านขวามือของพระประธาน  สันนิษฐานว่าคงปั้นขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนต้น ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่งดงามมากองค์หนึ่ง

มีทางเข้าออกสู่วิหารและพระปรางค์ ที่ด้านหน้าและด้านหลัง เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอดแหลมเหมือนช่อฟ้า

เหนือซุ้มขึ้นไปเป็นรูปปั้นพรหมสี่หน้าเลียนแบบศิลปะขอมบายนสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 18

พระอุโบสถ อยู่ถัดออกมาทางด้านหน้าพระปรางค์ประธาน นอกกำแพงแก้ว ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ เมื่อพ.ศ.2500

ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก องค์พระประธานคือ หลวงพ่อพุทธเรืองฤทธิ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 4 เมตร

ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมายในวัดนี้ แต่เวลาเรามีจำกัด มาดูป้ายสรุปความมหัศจรรย์ของศรีสัชนาลัย ที่อยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ชุมชนกันดีกว่า

ป้ายนี้ไม่ได้เอ่ยถึงอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นความดังระดับโลกที่อยู่เหนือความมหัศจรรย์ไปแล้ว

สิ่งมหัศจรรย์ในป้ายนี้ เป็นการแนะนำของดีเมืองศรีสัชนาลัยสำหรับคนไทยเท่านั้น คือ ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดพระร่วงหลังรางปืน เป็นพื้นที่น้ำยมล้อมแห่งเดียวในสยาม น้ำยมห่างกันแคบที่สุด พระปรางค์สวยที่สุด และ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

บ่ายแก่ๆ สองแม่ลูก ต่างกระหายน้ำหวานๆเย็นๆ  บังเอิญร้านเฉาก๊วยเล็กๆริมถนน เห็นเราเดินเมียงๆมองๆ ไปที่ถ้วยดินเผาบนโต๊ะ จึงรีบบอกว่า 20 บาทแถมถ้วยด้วยนะ ( เครื่องปั้นดินเผา  เป็นสินค้าดังของเมืองศรีสัชนาลัยในอดีต) ได้ผล!  ตัดสินใจโดยไม่ลังเล ซื้อมาดับกระหายกันคนละถ้วย

จากนั้นครอบครัวเราก็เดินทางต่อไปทางใต้สู่ตัวเมืองสุโขทัย ซึ่งอยู่ห่างไปอีก 70 กม.

ขอจบตอนนี้ด้วยภาพถ้วยเฉาก๊วยที่เป็นของแถมลายแปลกตา (หน้าและตัวเป็นมังกร หางเป็นปลา)  ตอนนี้ได้เปลี่ยนหน้าที่เป็นกระถางปลูกพลูด่างไปแล้ว

ตอนต่อไป เราจะไปชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยกันนะคะ

...................

 



Edited by yanid - 02 Feb 2017 at 16:33

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 28 Jan 2017 at 22:48



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [0/86]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [0/96]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [0/72]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [0/121]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/113]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [0/209]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/138]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/93]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [0/167]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/195]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/77]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/90]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/102]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/170]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/108]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [0/170]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/171]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/148]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [0/128]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [2/199]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [2/178]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [0/186]
Hallstatt 2016 [3/224]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [0/245]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [0/227]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [0/467]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [0/331]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [0/377]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [2/442]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [0/319]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [0/361]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/660]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/1988]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/369]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/261]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/662]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/286]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/261]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/350]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/260]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/280]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/485]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1092]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1443]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/2867]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/11690]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/732]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/204]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/178]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/153]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/167]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/149]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/170]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/134]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/146]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/180]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/475]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/277]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/314]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/372]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/268]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/983]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/438]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/428]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/460]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/396]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/790]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/445]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1287]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/635]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3507]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/442]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/351]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/634]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/334]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/450]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/457]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/616]
กรรมฐาน [6/883]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/509]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [10/697]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

March 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.148 seconds.