ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4)

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอนที่ 2/4  อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร ( ส่วนที่อยู่นอกกำแพงเมือง)

ตอนที่1/4 เราจบกันที่รูปนางนอนร่างอ้อนแอ้นในร้านอาหารมื้อเย็น ชื่อ วิวสวย ในตัวเมืองกำแพงเพชร

เช้าวันนี้ ขอเริ่มที่ป้ายใหญ่ริมถนนตรงข้ามกับโรงแรม ที่ว่า เที่ยวกำแพงเพชรเด็ดกว่าที่คิด...เด็ดจริงๆค่ะ มาดูกัน ว่าเด็ดยังไงบ้าง

หลังอาหารเช้า มีผู้แทนจากกัลยาณมิตร ของเพื่อนร่วมคณะเรา มานั่งรออยู่ โดยที่เราไม่ทราบมาก่อน เขาแนะนำว่า ก่อนไปชมอุทยานประวัติศาสตร์นอกกำแพงเมืองกำแพงเพชรตามแผนเดิม ขออนุญาตพาเราไปกราบไหว้พระพุทธรูปและศาลหลักเมือง ที่ชาวกำแพงเพชรนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคลของพวกเราเอง...มีน้ำใจดีงามขนาดนี้ ใครจะกล้าปฏิเสธ

เขาพาไปที่ วัดบาง ซึ่งอยู่หลังโรงแรมชากังราวที่พักของเรา ในอุโบสถวัดนี้ เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อใหญ่ (รูปบนซ้ายมือ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ศิลปะกำแพงเพชรยุคต้น สร้างในช่วงพ.ศ.1900 เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปเนื้อสำริดที่มีขนาดใหญ่ (ตักกว้าง 178 นิ้ว สูงจากฐาน 230 นิ้ว) มีพุทธลักษณะงดงามที่สุด ทรงอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของประเทศไทย เชื่อกันว่า ใครได้มาสักการบูชา ขอพรจากท่านแล้ว คิดอะไรมักจะได้สมปรารถนากันทุกคน

บังเอิญอย่างยิ่ง ที่พระพุทธรูปองค์นี้เกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์ฯพอดี เพราะเป็นโบราณวัตถุสำคัญชิ้นหนึ่งที่เป็นประจักษ์พยานถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กรุงสุโขทัยและกำแพงเพชร คือ  ในสมัยนั้น กำแพงเพชรมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย ในปีพ.ศ.1900 พระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้เสด็จมาสถาปนาวัดพระบรมธาตุที่นครชุม (ตามรูปที่เห็นจากร้านอาหารวิวสวย ตอน1/4) โดยนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ปลูกต้นโพธิ์ รวมถึงสร้างพระพุทธรูปสุโขทัย-กำแพงเพชร องค์นี้ ให้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองกำแพงเพชร ด้วย

นอกจากนี้ ที่วัดนี้ ยังมีหลวงพ่อเพชร(รูปขวามือด้านบน) ซึ่งเป็นหนึ่งในสององค์ ที่แม่ทัพของกรุงศรีอยุธยาได้อัญเชิญมาจากจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคราวไปตีเมืองเชียงใหม่ แล้วนำมาฝากไว้กับเจ้าเมืองกำแพงเพชร มีการอัญเชิญท่านไปประดิษฐานที่วัดตอหม้อ ซึ่งต่อมาเป็นวัดร้าง ภายหลังหลวงพ่อผิวเจ้าอาวาสวัดบางจึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบาง มีการสร้างวิหารสำหรับหลวงพ่อเพชร  ท่านเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนพุทธศตวรรษที่20 หล่อด้วยโลหะสำริด  สำหรับอีกองค์หนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กกว่า นั้น ทางพิจิตรได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดท่าหลวง เพื่อเป็นพระพุทธรูปประจำเมืองพิจิตร และเรียกชื่อท่านว่าหลวงพ่อเพชร เช่นกัน

ทีเด็ดอีกอย่างที่ชาวเมืองและท่านเจ้าอาวาสภูมิใจ จนตัดสินใจเปิดให้เราชมเป็นพิเศษทั้งๆที่ไม่ใช่วันเปิดให้ชมตามปกติ คือ พิพิธภัณฑ์พระเครื่องเมืองกำแพงเพชร เราไม่ได้เล่นพระ แต่ก็อดตื่นตาตื่นใจในความงามขรึมขลัง และทึ่งในความรอบรู้ ช่างจดจำเรื่องราวพระเครื่องแต่ละองค์ของท่านเจ้าอาวาสไม่ได้ พิพิธภัณฑ์ เปิดให้คนทั่วไปชมในวันเสาร์และอาทิตย์ค่ะ

รูปสุดท้าย คือ ของหวานดังดั้งเดิมของเมืองกำแพงเพชร กล้วยไข่ลูกอวบเนื้อแน่นหวานอ่อนๆกับกระยาสารทหวานหอมและเหนียวกำลังดี ซึ่งกัลยาณมิตรฝากไว้ให้พวกเราได้ชิมและชื่นชมกัน

ที่เด็ดอีกอย่างที่ชาวกำแพงเพชร ไม่ยอมให้เราปฏิเสธ คือ มื้อกลางวัน ที่ ร้าน เซี๊ยงบะหมี่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีหลายท่านได้มาชิมแล้ว  เรามัวแต่ปลื้มกับบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยว ที่ควรแกล้มด้วยแคบหมู ลูกชิ้นหมูและไข่ต้มยางมะตูม จนเกือบลืมเฉาก๊วยของหวานดังเมืองชากังราว...อืมม..อร่อยทุกอย่างค่ะ

เล่าเรื่องเด็ดทั่วๆไปของกำแพงเพชรแล้ว คราวนี้เราไปเที่ยวในส่วนเด็ดๆของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรกันต่อไปนะคะ

เมื่อวานเราเที่ยว สองวัดเด่น(ในสี่เหลี่ยมสีแดง) ในเขตกำแพงเมืองเก่าแล้ว วันนี้เราจะแวะสถานที่สำคัญอีก 4 แห่ง (วงๆสีน้ำเงิน) แห่งหนึ่งยังอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่า คือ เสาหลักเมือง

เดิมเราไม่ตั้งใจจะแวะ แต่ผู้นำชมสถานที่บอกว่า ที่นี่เป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญของชาวเมืองอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณอุทยานฯ

สำหรับอีกสามแห่งนั้น อยู่นอกกำแพงเมือง ไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร เรียกกันว่าเขตอรัญญิก บริเวณนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1,600 ไร่ มีกลุ่มวัดประมาณ 40 แห่ง แต่เรามีเวลาแวะชมได้เพียงสามแห่งที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้น คือ  วัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดช้างรอบ แต่ละแห่งห่างกันพอควร ไม่เหมาะที่จะเดินชมต่อเนื่องกันเหมือนสองวัดในเขตกำแพงเมือง ที่เราเดินชมกันเมื่อวานนี้

เราเริ่มไปกราบไหว้เสาหลักเมืองก่อน มีผู้คนมาแวะไม่ขาดสาย มุมนี้เป็นเสาหลักเมืองจำลอง ให้จุดธูปเทียน และปิดทองที่เสาได้ตามที่ต้องการ

มุมนี้เป็นศาลซึ่งประดิษฐานเสาหลักเมืองดั้งเดิม มีป้ายไทยและอังกฤษชี้แจงว่า ได้มีการมีการบูรณะซ่อมแซมเสาหลักเมือง และลงรักปิดทองใหม่แล้วไม่อนุญาตให้เข้าไปปิดทองอีก

วันนั้นประตูศาลไม่เปิด จึงได้แต่ถ่ายรูปจากด้านนอก นอกจากเสาหลักเมืองปิดทองงดงามแล้ว ภายในศาลยังมีหัวหมูปิดทองอยู่บนพานทอง และ บัวบูชา ด้วย

ด้านนอกศาล มีการจุดธูปเทียน จากตะเกียงน้ำมันสวยงาม และถวายพวงมาลัยดอกดาวเรือง

ศาลหลักเมือง พร้อมถาดหัวหมูวางเรียงรายเป็นระเบียบด้านหน้า ดูเหมือนว่าเป็นธรรมเนียมนิยมอย่างลงตัวแบบไทยๆผสมจีนเช่นเดียวกับศาลหลักเมืองทั่วไปในบ้านเรา

ส่วนแมลงวันตัวใหญ่หลายตัวที่เกาะหัวหมูทุกหัวนั้น เหมือนเป็นการปรามว่า หัวหมูนี้เป็นของพิเศษที่คนทั่วไปไม่บังควรแตะต้อง

ตอนนี้เราอยู่หน้าวัดพระนอน ในเขตอรัญญิกแล้ว เห็นด้านหน้าวัดที่มีต้นไม้สูงใหญ่ แล้วชวนให้นึกถึงความร่มเย็น และ ความสงบ

ด้านหน้ามีป้ายให้ข้อมูลสองป้าย ป้ายละสองภาษาไทยและอังกฤษ

ป้ายแดงที่ใหญ่กว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับวัดพระนอนโดยตรง  ว่า วัดนี้มีอายุระหว่างพ.ศ.1900-2100  หน้าวัดมีศาลา  บ่อน้ำ ห้องอาบน้ำ และห้องสุขา ภายในแบ่งเป็นสองส่วนคือ เขตพุทธาวาส กับ สังฆาวาส มีกำแพงก่อด้วยศิลาแลง สิ่งก่อสร้างสำคัญ คือ พระอุโบสถ วิหารพระนอน เจดีย์ประธาน และมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูป

ส่วนอีกป้ายหนึ่งเน้นให้ข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อทางศ่าสนาว่า เมื่อประชาชนจะเข้าไปประกอบพิธีกรรมในวัด จะต้องชำระร่างกายให้สะอาดในห้องอาบน้ำและห้องสุขาก่อนโดยใช้น้ำจากบ่อ ซึ่งอาจจะมาจากอิทธิพลของพราหมณ์  จึงแยกการชำระร่างกายระหว่างประชาชนกับพระสงฆ์ออกจากกัน โดยห้องน้ำและห้องสุขาภายในวัดจะเป็นส่วนสำหรับพระสงฆ์เท่านั้น

บ่อน้ำหน้าวัด ซึ่งในสมัยก่อน 500-600 ปีมาแล้ว ขุดไว้ให้ชาวบ้านชำระร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าวัด ปัจจุบันเหลือเพียงขอบบ่อ และบ่อที่ตื้นเขิน สำหรับห้องอาบน้ำ และ ห้องสุขา ตามที่บอกเล่าไว้ในแผ่นป้าย นั้น น่าจะสร้างด้วยไม้ และไม่ปรากฏแม้แต่ร่องรอยแล้ว

ทางเดินเขาวัด และกำแพงวัด ล้วนใช้ศิลาแลงซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่น 

ต้นไม้ใหญ่สูงโปร่งนานาพันธุ์ ช่วยให้บริเวณวัดร่มรื่น และไม่อบอ้าว

ต้นไม้ใหญ่สูงโปร่งนานาพันธุ์ ช่วยให้บริเวณวัดร่มรื่น และไม่อบอ้าว

ป้ายอธิบาย แม้จะค่อนข้างเก่า แต่ก็ให้ข้อมูลพอให้เราได้สังเกตลักษณะเด่นของวัดแต่ละแห่ง ป้ายนี้บอกว่า เรากำลังยืนอยู่หน้าพระอุโบสถซึ่งอยู่ด้านหน้าวัด สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน และเสาภายในเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีใบเสมาแสดงสัญญลัษณ์ของโบสถ์ที่ทำจากหินชนวน

มีการสันนิษฐานว่า อุโบสถนี้คงสร้างในสมัยอยุธยาเรืองอำนาจ เพราะสมัยสุโขทัยไม่นิยมสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ และ ไม่ได้เป็นแกนหลักของวัดดังเช่นวัดนี้

วันนั้นเราได้เห็นแต่เสาอุโบสถศิลาแลงฝีมือประณีตทรงแปดเหลี่ยม มีฐานยกสูงสำหรับประดิษฐานองค์พระประธาน แต่องค์พระหักพังหมดแล้ว สำหรับใบเสมาหินชนวน นั้น ตามข้อมูลของกรมศิลปากรบอกว่า ว่า มีการแกะสลักลวดลายเป็นพรรณไม้สวยงามมาก ปัจจุบันนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกำแพงเพชรแล้ว

ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นวิหารพระนอน ซึ่งมีเสารองรับหลังคาและการตกแต่งต่างๆ นั้น เป็นเสาศิลาแลง แต่ละต้นเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ทั้งแท่ง ความกว้างถึงขนาด ด้านละหนึ่งเมตร และความสูงต้นละประมาณ 4-5 เมตร เป็นเสาขนาดใหญ่ที่หาดูได้ยาก จึงถือได้ว่าเสาศิลาแลงที่วิหารวัดพระนอนเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร แสดงถึงความก้าวหน้าในการใช้วัสดุขนาดใหญ่ในการก่อสร้าง

สำหรับพระนอนซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดนั้น ปัจจุบันพังทลายจนหมดสิ้นแล้ว คงเหลือแต่แท่นประดิษฐานองค์พระเท่านั้น

นี่ไง เสาสูงใหญ่ของวิหารพระนอนที่มีชื่อเสียงโดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร

วันนั้นเรามัวแต่เน้นการถ่ายรูปเสาแปดเหลี่ยมของโบสถ์ และเสาสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ของวิหาร แล้วก็ออกไปชมวัดอื่นต่อไป ไม่ได้นึกถึงเจดีย์ประธานเลย เพราะนอกจากเสาๆๆแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรโดดเด่นน่าสนใจอีก

แต่เมื่อกลับมาอ่านหนังสือนำชมอุทยานฯของกรมศิลปากรและคู่มืออบรมมัคคุเทศก์ ต่างระบุว่า วัดนี้มีเจดีย์สูงใหญ่อยู่ด้านหลังวิหาร เป็นเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังบนฐานแปดเหลี่ยมที่ซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้น อันเป็นรูปแบบเฉพาะของเมืองกำแพงเพชร ที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาสวัดนี้ และทรงพระราชนิพนธ์ชมเชยว่าเป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงงามมาก

จึงทำให้อยากเห็นว่า จริงๆแล้ว ปัจจุบันนี้เป็นเช่นไร เพราะหากสูงใหญ่สวยงาม ก็น่าจะโดดเด่นจนเราต้องถ่ายรูปไว้แล้ว

เมื่อลองหาใน Google ก็ได้ภาพที่น่าสนใจภาพนี้  ซึ่งต้องขอขอบคุณ คุณสุเทพ ช่วยปัญญา (website ทองไทยแสน)   ผู้ถ่ายภาพนี้เมื่อพ.ศ. 2556 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไว้ด้วย

สันนิษฐานว่า เจดีย์เล็กๆด้านหลังวิหารในภาพนี้ น่าจะเป็นเพียงการพยายามนำชิ้นส่วนของอดีตเจดีย์สวยงาม เมื่อกว่า 600 ปีเท่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่  มาประกอบขึ้นใหม่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า ในอดีตด้านหลังวิหารนี้มีเจดีย์อยู่จริงๆ

จากวัดพระนอน นั่งรถไปทางเหนือแป๊บเดียว ก็ถึงบริเวณวัดพระสี่อิริยาบถ รูปนี้เจตนาให้เห็นน้องหมาเจ้าถิ่นที่น่ารัก เมื่อเห็นแขกแปลกหน้าเข้ามา ก็กระดิกหางต้อนรับ แต่พอแขกไล่ให้ไปไกลๆ ก็ยอมวิ่งอมยิ้มจากไปโดยดี

นอกจากน้องหมาแล้ว วันนั้นก็มีชายคนหนึ่งซึ่งวิ่งออกกำลังกายเหยาะๆ ริมถนนร่มรื่น เข้ามาถามว่า มาจากไหนกัน พอคนนำเราไปบอกว่า เขาเป็นคนเมืองกำแพงเพชร หนุ่มก็บอกว่า ดีแล้วครับ ผมเป็นคนแถวนี้ ถ้าพบนักท่องเที่ยว ผมมักจะอาสาเป็นไก๊ด์แนะนำวัดต่างๆให้

บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นแถวนี้ แม้จะดูว่าไม่น่าจะมีอันตราย แต่เนื่องจากพื้นที่กว้างขวางกว่าในเขตกำแพงเมืองมาก และวันนั้นไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย รวมทั้งไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรแวะเวียนมาด้วย จึงขอแนะนำว่า หากสนใจไปชมวัดต่างๆนอกกำแพงเมือง น่าจะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ หรือ หากมีไก๊ด์หรือคนท้องถิ่นอยู่ด้วย น่าจะช่วยให้อบอุ่นใจกว่าไปเที่ยวกันเองกลุ่มเล็กๆ

สำหรับป้ายสวยหน้าวัด กรมศิลปากร ให้ข้อมูลสั้นๆว่า วัดนี้มีอายุระว่างพ.ศ.1900-2100 หรือประมาณ 500-600 ปีมาแล้วเช่นเดียวกับวัดพระนอน

ส่วนที่ต่างกันคือ วัดนี้มีวิหารขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ส่วนอุโบสถหรือโบสถ์ที่ใช้เฉพาะกรณีพระสงฆ์ใช้สวดมนต์ในวันพระนั้น มีขนาดเล็กและอยู่ด้านหลัง

ป้ายและบ่อศิลาแลงตื้นหน้าวัดนี้น่าสนใจ  เพราะระบุว่าตรงนี้เป็นแหล่งที่ขุดศิลาแลง ( Laterite Site) ไปใช้ในการสร้างโบราณสถานต่างๆ สำหรับแท่งยาวๆที่อยู่ด้านหลังนั้น คือ รั้วของวัดที่ทำจากศิลาแลง

ขอให้ข้อมูลเพิ่มไว้ตรงนี้ว่า  ศิลาแลงเป็นหินชนิดหนึ่ง เมื่ออยู่ใต้ดินมีลักษณะอ่อน แต่เมื่อนำขึ้นมาสัมผัสอากาศข้างบนจะแข็งตัวมีสีน้ำตาลเข้ม ศิลาแลงเกิดเป็นผืนใหญ่อยู่ใต้ดิน ขณะเปิดหน้าดินไปถึงชั้นที่มีศิลาแลง ศิลาแลงจะไม่แข็งมากนัก สามารถนำขวานหรือชะแลงเซาะเป็นร่องและงัดออกมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมใหญ่ๆได้ เมื่อยกขึ้นมาแล้วต้องรีบถากออกด้วยขวานหรือมีดให้ได้รูปร่างตามต้องการก่อนที่จะแข็งตัว

ศิลาแลงพบได้ทั่วในภูมิภาคเขตร้อน โดยปกติถ้าดินที่ปกคลุมศิลาแลงถูกชะล้างออกไปโดยกระบวนการธรรมชาติ จะเป็นผลให้ศิลาแลงโผล่ขึ้นมาบนผิวดินและเปื่อยยุ่ยกระจายออกไปกลายเป็นลูกรัง

ภาพนี้แสดงจินตนาการของผู้เขียนแบบเมื่อศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเห็นภาพจริงของวัดพระสี่อิริยาบถ ว่า เมื่อกว่า 600 ปีมาแล้ว เป็นวัดใหญ่ และงดงามแปลกตา

ด้านหน้าเป็นวิหารขนาดใหญ่ซึ่งภายในมีแท่นอาสนสงฆ์และแท่นประดิษฐานพระประธาน

ที่แปลกกว่าวัดทั่วๆไป คือ ด้านหลังวิหารเป็นมณฑปขนาดใหญ่ ทำหน้าที่แทนเจดีย์ประธาน

มาดูภาพจริงของวัดในปัจจุบันกัน ตรงนี้เป็นประตูทางเข้าวัด เราเดินตรงไปที่มณฑปที่เป็นประธานของวัดนี้กันก่อน

ป้ายนี้ให้ข้อมูลว่า กึ่งกลางมณฑปทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบ ก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ เพื่อรองรับส่วนของหลังคา และทำเป็นมุขยื่นออกมาทั้งสี่ทิศ โดยผนังแต่ละด้านจะประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่างๆ โดยผนังด้านตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา (เดิน) ด้านเหนือประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ด้านใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย(นั่ง) และด้านตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานอภัย  (ยืน) ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพสมบูรณ์กว่าด้านอื่นๆ

ด้านหน้า คือ วิหาร ถัดจากวิหาร คือ มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบถ เจดีย์ด้านหลังคือเจดีย์รายซึ่งเล็กกว่าเจดีย์ประธาน  ส่วนด้านหลังสุดทางซ้ายมือ คือ อุโบสถ

ด้านตะวันออกของมณฑป คือ เค้าโครงที่เหลือของพระพุทธรูปปางลีลา(เดิน)

ด้านตะวันตกของมณฑป คือ พระพุทธรูปปางประทานพร(ยืน) ที่คงสภาพสมบูรณ์มากกว่าด้านอื่นๆ

ด้านใต้ของมณฑป คือพระพุทธรูปปางมารวิชัย(นั่ง) เหลือเพียงแค่ฐานรองรับองค์พระเท่านั้น....สำหรับด้านเหนือซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ นั้นคงเหลือแต่ผนังเท่านั้น จึงไม่ได้ถ่ายรูปมา

พระพักตร์ด้านข้างของพระพุทธรูปปางประทานพร(ยืน) งามและรู้สึกได้ชัดถึงความมีเมตตา

ในที่สุดเราก็มาถึงวัดสุดท้าย ตามที่ตั้งใจมาชม คือ วัดช้างรอบ ตามป้ายสรุปรวมเช่นเดียวกับวัดอื่นๆว่า มีอายุระหว่างพ.ศ.1901-2100 วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของเนิน ประกอบด้วยเจดีย์ประธาน วิหาร และอุโบสถ

จุดเด่นของวัดนี้ คือ ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสของเจดีย์ประธานประดับด้วยช้างปูนปั้นทรงเครื่องโผล่มาเพียงครึ่งตัวจำนวน 68 เชือก ที่ฐานและองค์เจดีย์มีการประดับตกแต่งภาพปูนปั้นงดงาม

เจดีย์ที่มีช้างล้อมรอบเช่นนี้ นิยมสร้างกันมากในสมัยสุโขทัย ทั้งที่กรุงสุโขทัย และเมืองบริวารสำคัญ คือ ศรีสัชนาลัย และ กำแพงเพชร สันนิษฐานกันว่ารับอิทธิพลมาจากประเทศศรีลังกา โดยผ่านมาทางเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งที่นั่นก็มีเจดีย์ช้างล้อมเช่นกัน เมื่อกรุงสุโขทัยรับพระพุทธศาสนาจากเมืองนครศรีธรรมราช คงจะรับคติการสร้างเจดีย์ช้างล้อมมาด้วย

ดูเหมือนว่า ช้าง68 เชือก ที่เรียงเป็นระเบียบงดงามรอบฐาน จะผ่านการบูรณะมาแล้วอย่างแนบเนียน และกลมกลืนกับของเดิม

ในแถวนี้ จะเห็นว่าช้างทรงเครื่องเชือกหนึ่ง ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์กว่าเชือกอื่นๆที่ทุพพลภาพไปตามกาลเวลาที่ผ่านมากว่า 600 ปีแล้ว

ตรงกลางของฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสรอบเจดีย์ประธานแต่ละด้าน จะมีบันไดสูงชัน เพื่อขึ้นไปถึงลานด้านบน ที่เชิงบันไดแต่ละด้านประดับสิงห์และทวารบาลปูนปั้น แต่ชำรุดเกือบหมดแล้ว ที่บันไดด้านนี้ยังพอเห็นเค้าโครงของสิงห์

สำหรับองค์เจดีย์ประธานนั้น เหลือเพียงเท่าที่เห็นอยู่เหนือฐานสี่เหลี่ยมเท่านั้น ส่วนยอดเจดีย์พังทลายหมดแล้ว

วันนี้ หลังจากชมโบราณสถานต่างๆในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรครบถ้วนตามที่ตั้งใจไว้ ตอนใกล้เที่ยง  เราก็กลับเข้าไปกินอาหารกลางวันในเมืองตามที่เล่าไว้ตอนต้นเรื่อง

บ่ายแก่ๆ เราออกเดินทางต่อไปเชียงใหม่ ทันได้เห็นตะวันดวงโตก่อนลับฟ้าระหว่างทาง เราไปถึงจุดหมายปลายทางหลังตะวันลับฟ้าเล็กน้อย

 

ตอนต่อไปจะเป็นการแวะชมอุทยานประวัติศาสตร์ที่ศรีสัชนาลัย ซึ่งเรามาพักค้างคืน ขากลับจากเชียงใหม่

...........................

  



Edited by yanid - 02 Feb 2017 at 16:14

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 21 Jan 2017 at 00:12

DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/274]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/279]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/327]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/234]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/220]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/292]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/198]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/983]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/988]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/729]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/359]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/808]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/464]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/376]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/232]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/362]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/981]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/210]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/165]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/184]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/279]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/214]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/741]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/306]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/261]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/208]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/447]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/451]
Hallstatt 2016 [5/391]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/500]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/420]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/745]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/497]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/599]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/691]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/472]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/749]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/1103]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/3205]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/545]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/355]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1454]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/417]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/333]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/451]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/323]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/355]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/812]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1686]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/2298]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/4143]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/15201]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/1038]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/228]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/207]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/171]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/187]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/176]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/232]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/152]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/166]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/197]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/680]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/345]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/370]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/477]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/354]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1394]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/559]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/621]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/760]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/465]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/926]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/588]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1650]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/710]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/4074]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/472]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/368]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/676]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/357]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/476]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/481]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/661]
กรรมฐาน [6/909]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/541]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/893]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

November 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ