พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ'

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

     ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ซึ่งเปรียบเสมือน ‘พ่อ’ ของชาวไทยทุกคน ได้สวรรคตเมื่อ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นช่วงเข้าพรรษา ที่ย่าได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมะมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆของปี

    ดังนั้น ย่าจึงขอน้อมนำคำสอนบางส่วนของพระองค์ในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธศาสนามาเผยแพร่ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อคนไทย และ เพื่อประโยชน์แก่ทุกท่านที่บังเอิญได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้

    ย่าได้คัดเลือก คัดลอก และเรียบเรียง ข้อความจำนวน 16 ข้อความจาก หนังสือชื่อ “ o๙ คำสอนพ่อ: เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงโดย ดร.พิศิษฐ์ โจทย์กิ่ง เพื่อให้เป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติเฉลิมฉลองพระชนมายุ ๘๒ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  จึงขอขอบพระคุณท่านผู้รวบรวมไว้ในที่นี้ด้วย

    ข้อความที่เลือกมาเริ่มจากคุณธรรม เรื่องการให้ของชาวไทยที่พระองค์ชื่นชม จากนั้นเป็น เรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและการปฏิบัติ แล้วตามด้วย เรื่องสติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ย่าพยายามปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในช่วงเข้าพรรษานี้ และเป็นเรื่องหนึ่งที่พระองค์กล่าวถึงบ่อยครั้งในพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส

 

1.   …คุณธรรมข้อหนึ่งที่ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ในจิตใจของคนไทย คือ การให้....ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นชาวไทยมีความสุขถ้วนหน้าด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตาต่อกัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัย ไม่ถือโทษ ไม่โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ...(พระราชดำรัส พระราชทานพรแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ เมื่อ 31 ธค.45)

2.   ....ธรรมะในพระพุทธศาสนา มีความหมดจดบริสุทธิ์และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยเหตุผลซึ่งบุคคลสามารถจะศึกษาและปฏิบัติด้วยปัญญาความเพ่งพินิจให้เกิดประโยชน์ คือ ความเจริญ ความผาสุกแก่ตนได้อย่างแท้เที่ยง ตั้งแต่ประโยชน์ขั้นพื้นฐาน คือ การตั้งตัวเป็นปรกติสุข จนถึงประโยชน์ขั้นปรมัตถ์ คือ หลุดพ้นจากเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัดทุกประการ ข้อนี้เป็นลักษณะพิเศษในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนามีคุณค่าประเสริฐสุด......(พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมใหญ่ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรครั้งที่29 -19 ธค. 24)

3.   ....พระพุทธศาสนาวางแนวทางการศึกษาธรรมะ เพื่อให้ประสบผลที่แท้จริงแน่นอนไว้ว่า บุคคลจะต้องศึกษาทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติประกอบพร้อมกันไป โดยกระทำให้หนักแน่นได้สัดส่วนกันทั้งสองด้าน จึงจะเกิดปฏิเวธ คือได้รับและได้เห็นผลของธรรมะนั้นๆเป็นที่ประจักษ์ตาประจักษ์ใจ โดยนัยนี้ ตราบใดที่เรียนรู้แต่ยังไม่ประจักษ์ในผล ก็เรียกว่าบุคคลนั้น ยังเรียนไม่สำเร็จ ยังไม่ได้ประโยชน์จากจากธรรมะอยู่ตราบนั้น และจะนำธรรมะไปแนะนำ สั่งสอน หรือ เผยแพร่แก่ใครไม่ได้จริง.. ...(พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมใหญ่ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรครั้งที่30 -25 ธค. 35)

4.   …..ความจริงปฏิบัติพุทธศาสนาตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ละคนทำได้ทั้งนั้น แต่ว่าต้องมีความตั้งใจ เมื่อเราอยากที่จะปฏิบัติธรรม มีความอยากแล้ว ก็หมายความว่าเรายินดี เราอยากที่จะปฏิบัติ ถ้าเราสนใจพระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา เริ่มสนใจ ก็เริ่มทำได้แล้ว เพราะว่า ถ้าคนเราไม่อยากปฏิบัติ ขี้เกียจปฏิบัติหรือไม่คิดอ่านที่จะปฏิบัติก็ย่อมไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติแล้ว ความมืดก็ครอบคลุม เพราะว่าไม่ได้เปิดไฟ แต่ถ้าเราอยากขึ้นมาและเห็นว่าศาสนานี้มีประโยชน์ก็ย่อมเป็นการเปิดไฟ แม้จะริบหรี่ก็เป็นความสว่างให้เห็น...(พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิตาลัย 13 ธค.23)

5.   ....ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าเป็นชาติเชื้อใด และแม้อยู่ในนิกายใด ล้วนถือปฏิบัติในกาย วาจา ใจ เป็นอย่างเดียวกัน คือ ย่อมพยายามอยู่ทุกเมื่อที่จะรักษากายวาจาใจให้สะอาด ควบคุมประคองใจให้สงบ ด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ชาวพุทุธที่แท้ อยู่ ณที่ใดย่อมทำให้ที่นั่นสงบร่มเย็น มีแต่ความปรองดองและสร้างสรรค์.....(พระราชดำรัส พระราชทานในการประชุมใหญ่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ อาคารรัฐสภา 22 พย. 2523)

6.   .....ความสงบร่มเย็นนั้น อาจแยกได้เป็นสองส่วน คือ ความสงบภายนอกกับความสงบภายใน ภายนอก ได้แก่ ความเป็นอยู่และสภาวะแวดล้อมที่เป็นปรกติ ปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนที่ทำให้เกิดภัยอันตราย หรือเกิดความยุ่งยากเดือดร้อนต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือ การขัดแย้ง พิพาท มุ่งร้ายทำลายกัน   ภายใน ได้แก่จิตใจที่สะอาดแจ่มใส ไม่มีกังวล ไม่มีความขุ่นเคืองขัดข้อง จิตใจที่สะอาดปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นจิตใจที่สงบระงับและเยือกเย็น ทำให้บุคคลมีสติรู้ตัว มีความคิดเที่ยงตรง เป็นกลาง มีวิจารณญาณ ละเอียด กว้างขวางและถูกต้องตรงจุด ความคิด วิจารณญาณที่เกิดจากจิตใจที่สงบนี้มีศักยภาพสูง อาจนำไปใช้คิดอ่านสร้างสรรค์สิ่งที่จะอำนวยประโยชน์สุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเป็นสิ่งปรารภปรารถนาของแต่ละคนให้สัมฤทธิ์ผลได้.....(พระราชดำรัส พระราชทานพรแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่พ.ศ.2536 เมื่อ 31 ธค.35)

7.   ...ความรู้สึกระลึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือเรียกว่า”สติ”นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลหยุดคิดพิจารณาก่อนที่จะทำ จะพูด และแม้แต่จะคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า สิ่งนั้นดีหรือชั่ว มีคุณประโยชน์หรือเสียหาย ควรกระทำ หรือควรงดเว้นอย่างไร เมื่อยั้งคิดได้ ก็จะช่วยให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างอย่างละเอียดประณีต และสามารถกลั่นกรองเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ออกได้หมด คงเหลือแต่เนื้อแท้ที่ถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งเป็นของควรคิดควรพูดควรทำแท้ๆ....(พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมสามัญประจำปี ระหว่าง 16-20กค.2520)

8.   ....ความสามัคคีนี้ ก็เป็นการกระทำดีอย่างหนึ่ง การทำดีอีกอย่างซึ่งจะดูลึกซึ้งกว่า คือ การปฏิบัติด้วยตนเอง ปฏิบัติให้ตัวเองไม่มีความเดือดร้อน คือ พยายามหันเข้าไปในทางปัจจุบันให้มากอย่างง่ายๆก่อน คือ พิจารณาดูว่าตัวเองกำลังคิดอะไร กำลังทำอะไร ให้รู้ตลอดเวลา แล้วรู้ว่าทำอะไรอย่างนี้ เป็นวิธีอย่างหนึ่งที่จะทำให้ไม่มีภัย ถ้าเราคอยระมัดระวังตลอดเวลา ให้รู้ว่าตัวทำอะไร ให้รู้ว่าการทำนี้ เราทำอะไรตลอดเวลา ก็จะไม่ผิดพลาด เพราะว่าโดยมาก ความผิดพลาด มาจากความไม่รู้ในปัจจุบัน....(พระราชดำรัสในโอกาสที่พระครูใบฎีกาเล็ก..ถานุ ตตโร..และคณะเฝ้าถวายเงินและต้นเทียนพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 13 กค.24)

9.   ...บรรดาผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็เปรียบเหมือนได้กุญแจที่จะไขไปสู่ชีวิตที่เจริญต่อไปในวันข้างหน้า แต่ขอเตือนว่า การดำเนินชีวิตต่อไปโดยใช้วิชาการอย่างยังไม่เพียงพอ จะต้องใช้ความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดีแต่ขาดความยั้งคิด นำความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็เท่ากับเป็นบุคคลที่เป็นภัยแก่สังคมของมนุษย์ ฉะนั้น ขอให้ทุกคนจงดำรงชีวิตและประกอบอาชีพโดยอาศัยวิชาความรู้ที่ได้รับมาประกอบด้วยความยั้งคิดชั่งใจ และศีลธรรมอันดีงามเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองและของประเทศชาติ.....(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18 กย.04)

10.        …..วันนี้จะได้พูดถึงวินัยอีกข้อหนึ่ง คือ ความสำเหนียกตระหนักในความสงบสำรวม

ความสงบสำรวมในที่นี้ หมายถึง ความเรียบร้อยเป็นปกติ ทั้งจิตใจและการกระทำ อันประกอบด้วยความไม่ตื่นเต้นหวั่นไหว ความหนักแน่นเป็นกลาง ความมีสติ และความรู้ตัว การรู้จักสำรวมกายใจให้สงบเป็นปกตินั้นจะช่วยให้มีการยั้งคิดก่อนหน้าที่จะลงมือกระทำการทุกอย่าง เมื่อยั้งคิดได้ ก็จะมีโอกาสอันประเสริฐที่จะใช้ปัญญาพิจารณางานที่ทำโดยกระจ่างชัด ให้เห็นทางและวิธีการที่จะปฏิบัติได้โดยถูกต้อง เที่ยงตรงพอเหมาะพอดี ให้เกิดประโยชน์อันสมบูรณ์แก่งาน

ในทางตรงข้าม งานใดๆก็ตาม ถ้าไม่ทำด้วยใจและอาการที่สงบสำรวม ความรีบร้อน ฟุ้งซ่าน หลงผิด และอคติทุกๆอย่างก็จะเข้าปิดบังหนทางที่จะนำปัญญามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพจนหมดสิ้น และเมื่อนำปัญญามาใช้ไม่ได้ ก็ยากที่จะทำงานให้ถูกต้องได้ ความผิดพลาดและ ความเสียหายนานประการ ก็อยู่ในวิสัยที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 จึงใคร่จะให้บัณฑิตแต่ละคนศึกษาพิจารณาความสงบสำรวมนี้ให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญโดยถ่องแท้.....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 27 มิย.21)

11.     .....ความสุจริตและความมุ่งมั่นในประโยชน์นั้น จะเกิดขึ้นยั่งยืนอยู่ได้ด้วยสติ กับ ปัญญา

สติ คือ ความระลึกรู้

ปัญญานั้น ตามภาษาที่ใช้กัน มีความหมายหลายอย่าง

.....ในที่นี้จึงต้องจำกัดความหมายลงไปว่า ปัญญา คือ ความรู้ชัด ที่เกิดจากความฉลาด สามารถคิดพิจารณาอย่างถูกต้องแยบคายตามเหตุตามผล

และการที่ว่า ความสุจริตและความมุ่งมั่น จะบังเกิดยั่งยืนอยู่ได้เพราะสติกับปัญญานั้น หมายความว่า เมื่อบุคคลมีสติรู้ตัว มีปัญญา รู้ชัดในคุณค่าของความสุจริต และการสร้างสรรค์ความเจริญบนพื้นฐานของความสุจริตแล้ว ก็จะเกิดเป็นความนิยม เชื่อมั่น และพึงใจในความดี สิ่งดี และการกระทำดี แล้วความมั่นใจพึงใจนั้นก็จะอุดหนุนประคองความสุจริตพร้อมทั้งความมุ่งมั่นที่จะทำดี ให้คงอยู่ได้ตลอดไป ไม่เสื่อมถอย 

บัณฑิตที่จะออกไปเริ่มชีวิตการงานใหม่ ขอให้สังวรระวังตั้งสติ ระลึกตัวให้มั่นคง อย่าปล่อยให้สิ่งเย้ายวนหรือความมักง่ายนำพาให้เสียการ เสียโอกาส หมั่นคิดพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งต่างๆโดยหนักแน่น ให้เกิดปัญญารู้ชัดเสมอ จักได้มีรากฐานทางความคิดจิตใจอันสุจริตมั่นคงสำหรับรองรับสนับสนุนวิชาความรู้ได้อย่างเต็มที่ และสามารถประกอบกิจการงานทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์ฯ 13 กค.22)

12.        ...คนโดยมาก แม้ผู้ที่เคยฝึกฝนมาให้เป็นคนหนักแน่นแล้วก็ตาม บางครั้งเมื่อต้องประสบเหตุ ประสบปัญหากระทบกระเทือนอย่างหนักเข้า ก็อาจบังเกิดความหวั่นไหว หรือสับสนฟุ้งซ่านได้ ความคิดสติปัญญาก็จะสั้นตัว หรือดับวูบลง ความหลงและอคติก็เข้ามาแทนที่ ทำให้จนปัญญา คิดไม่ออก ทำไม่ถูก และที่สุดก็อาจผิดพลาดเสียหายได้ต่างๆ

ท่านจึงสอนให้ทุกคนรู้จักสงบใจ คือ บังคับใจให้หยุดคิดเรื่องที่กำลังคิด และกำลังทำให้ฟุ้งซ่านหรือสับสนอยู่นั้นเสียชั่วขณะ เมื่อหยุดคิดสับสนได้ ก็จะอำนวยโอกาสอันประเสริฐให้สติความระลึกรู้และปัญญาความเฉลียวฉลาดกลับคืนมาใหม่ ช่วยให้ใจแจ่มใส หนักแน่นเข้มแข็งเข้า ความคิดเห็นก็เข้ารูปเข้ารอย คือ มีความเที่ยงตรง เป็นกลาง สุขุม ปราศจากอคติ สามารถพิจารณาเห็นเหตุ เห็นผลได้กระจ่างแจ่มชัด หาทางปฏิบัติได้ถูกต้อง พอเหมาะพอดี ถึงขั้นนี้ปัญหาทั้งปวงก็จะคลี่คลาย เรื่องที่จะเสียหายก็จะแก้ได้ตก กลับกลายเป็นดีได้โดยตลอด.....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร 17 มีค. 24)

13.        ......ในการสร้างอนาคตที่มั่นคงรุ่งโรจน์นั้น นอกจากวิชาความรู้ที่เจนจัดแล้ว บุคคลยังจำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติแลความสามารถพิเศษอีกหลายด้านเป็นเครื่องหนุนและส่งเสริมความรู้ของตนด้วย.....

ข้อสี่ซึ่งสำคัญที่สุด ต้องสามารถควบคุมกายใจ คือ การกระทำ ความคิดของตัวเองให้สงบหนักแน่นแน่วแน่ในความเป็นกลางอยู่เสมอ แม้ในเวลามีเหตุชวนให้วุ่นวาย สับสน ความสามารถทำกายใจให้สงบหนักแน่น เป็นกลางห่างจากอคตินี้ จะช่วยให้เกิดสติระลึกรู้ถึงเหตุถึงผล ถึงข้อเท็จจริง และความถูกผิดของเรื่องทั้งปวง จึงเป็นอุปการะสำคัญของการคิดพิจารณาปัญหาต่างๆ เพราะช่วยให้มองเห็นปัญหากระจ่างแจ่มชัด สามารถตัดสินชี้ขาดได้โดยถูกต้อง เที่ยงตรง เป็นธรรม เป็นประโยชน์เสมอ ไม่มีอับจน.....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารใหม่สวนอัมพร 21 กค.26)

14.        ....ความสงบหนักแน่นเป็นเครื่องผ่อนปรนระงับความรุนแรง ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันและกันได้ทุกกรณี โดยเฉพาะความสงบหนักแน่นในจิตใจนั้น ทำให้เกิดความยั้งคิดพิจารณาตามเหตุตามผล จึงช่วยให้สามารถขบคิดวินิจฉัยเรื่องราว ปัญหาและกระทำได้ถูกต้อง พอเหมาะพอดี มีประสิทธิผล...(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร 2 กค.35)

15.        ....หลักของคุณธรรม คือ การคิดด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ก่อนจะพูด จะทำสิ่งไรจำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งมั่น และให้จิตสว่างแจ่มใส ซึ่งเมื่อฝึกหัดจนคุ้นเคยชำนาญแล้ว จะกระทำได้คล่องแคล่ว ช่วยให้สามารถแสดงความรู้ความคิดในเรื่องต่างๆให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย ได้ชัด ไม่ผิด ทั้งหลักวิชาทั้งหลักคุณธรรม....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์ฯ 10 กค.35)

16.        ….การสร้างสรรค์ความเจริญมั่นคงนี้ นอกจากจะอาศัยความรู้ความสามารถในเชิงวิชาการแล้ว ยังจะต้องมีรากฐานที่ดีหลายอย่างประกอบพร้อมกันด้วย จึงจะสัมฤทธิ์ผลที่แน่นอน รากฐานส่วนสำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือใจ ทั้งนี้เพราะใจเป็นตัวต้นเหตุแท้ที่จะนำให้เรากระทำการต่างๆ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า ทกสิ่งทกอย่างมีใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน มีใจประเสริฐสุด และสำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจดีแล้ว ความสุขความเจริญย่อมเป็นอันหวังได้

แต่อย่างไรก็ดี ในชีวิตของคนเรานั้นไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะอยู่เป็นปกติสุขอย่างเดียวได้ ย่อมจะมีทั้งภัย ทั้งอุปสรรค ทั้งเคราะห์ร้ายผ่านเข้ามาบ้างอย่างยากจะหลีกเลี่ยงพ้น

ข้อสำคัญ เมื่อต้องประสบเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บางครั้งทำให้ใจหายใจคว่ำได้ จะต้องไม่ใจเสีย เพราะจะทำให้เสียขวัญ เสียกำลังใจ ทำให้จนปัญญา คิดไม่ออก ทำไม่ถูก และที่สุดก็อาจพลาดเสียหายได้ต่างๆ ทางที่ถูกจะต้องพยายามสงบใจ ทำใจให้ดี หายใจยาว เผชิญหน้ากับสถานการณ์ อย่างที่เรียกว่า ทำใจดีสู้เสือ ก็จะทำให้เกิดสติรู้เท่าทัน สามารถใช้ปัญญาพิจารณาเห็นเหตุเห็นผลได้กระจ่างชัด หาทางปฏิบัติได้ถูกต้องพอเหมาะพอดี ไม่มีอับจน.....(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 24 มค. 41)

……………………….

 


Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 16 Oct 2016 at 22:58



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/142]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/137]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/168]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/101]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/92]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/105]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/78]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/745]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/675]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/524]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/250]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/322]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/360]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/268]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/168]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/283]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/596]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/174]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/133]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/150]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/220]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/171]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/552]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/247]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/202]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/176]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/252]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/311]
Hallstatt 2016 [5/290]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/398]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/327]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/630]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/417]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/506]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/592]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/411]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/597]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/885]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/2719]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/462]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/318]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1129]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/366]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/296]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/404]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/300]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/322]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/695]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1427]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1964]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/3665]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/14006]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/949]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/215]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/186]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/159]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/175]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/162]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/209]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/141]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/153]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/186]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/592]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/322]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/347]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/435]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/326]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1255]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/494]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/537]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/551]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/435]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/864]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/504]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1485]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/686]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3851]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/457]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/363]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/669]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/349]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/464]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/473]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/642]
กรรมฐาน [6/895]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/517]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/826]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

August 2017
S M T W T F S
1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.121 seconds.