สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

•  วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

ความเป็นมา

ท่านพุทธทาสบรรยายธรรม 3 ครั้ง 3 เรื่อง ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ตามการนิมนต์ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในเดือนธันวาคม 2504 และมกราคม 2505

คำบรรยายทั้ง 3 ครั้ง ว่าด้วย เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  ความว่าง และ วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

ต่อมาได้มีการถอดเทปคำบรรยายและจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ แก่นพุทธศาสน์ ในปี 2505 หลังจากนั้นก็มีการพิมพ์อีกหลายครั้ง รวมทั้งมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษและพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2537

ในปี 2559 ( 54 ปีหลังจากการพิมพ์ครั้งแรก) ย่าได้จัดทำสาระสำคัญรวมทั้งบทสรุปของ หนังสือ แก่นพุทธศาสน์ โดยแบ่งเป็น 4 ตอน เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจำและเข้าใจสาระสำคัญได้ง่ายขึ้น รวมทั้งได้เผยแพร่เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบด้วย ดังนี้

1.ความเป็นมาและบทสรุป

2.สาระสำคัญเรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

3.สาระสำคัญเรื่อง  ความว่าง

4.สาระสำคัญเรื่อง  วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

การบรรยายครั้งแรก เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  สรุปสั้นๆได้ว่า หลักพุทธศาสนามุ่งเฉพาะไปที่การดับทุกข์ ทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีทุกข์

การบรรยาย ครั้งที่สอง เรื่อง ความว่าง สรุปสั้นๆได้ว่า เป็น เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา ความว่าง หมายถึง ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หลักปฏิบัติในทางพุทธศาสนาจึงสอนให้ละ ให้ทำลายความรู้สึกในการยึดมั่นถือมั่นฯ เสียให้หมด ให้เห็นสภาพเป็นอนัตตา คือ ความว่างจากตัวตนของสิ่งทั้งปวง คำสอน เรื่องความว่างหรือ  อนัตตา  มีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น

สาระสำคัญเรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

เป็นเรื่องที่ท่านบรรยาย ครั้งที่สาม เมื่อ 21 มกราคม 2505 ท่านเตรียมการบรรยายมาอย่างดี มีการเรียงลำดับขั้นตอน เหตุผล และ เนื้อหาสาระ สอดคล้องกับผู้ฟัง และยังทันสมัยอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทุกประเด็นที่ท่านกล่าวถึงล้วนน่าสนใจ มีที่มาและมีเหตุผลสนับสนุน บางตอนหากเลือกตัดเฉพาะสาระสำคัญมาโดยไม่นำเหตุผลมาประกอบ อาจทำให้เข้าใจความหมายผิดไปได้ จึงจัดทำสาระสำคัญในการบรรยายพร้อมเหตุผลตามความจำเป็น บางตอนสรุป บางตอนละเอียด ส่วนใหญ่จะพิจารณาและคัดลอกตามคำพูดของท่าน เพราะท่านพิถีพิถันในการใช้คำ เกือบทุกคำจึงมีความหมายพิเศษตรงตามเจตนารมณ์ของท่าน หากใช้คำอื่น ความหมายอาจผิดเพี้ยนไปได้รวมทั้งได้เรียบเรียงบางตอนใหม่ และแบ่งเป็นข้อๆ เพื่อจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ตามลำดับ ดังนี้

1.  วัตถุประสงค์ ท่านได้แจ้งไว้แต่แรกว่า “ คราวนี้จึงเหลืออยู่แต่ วิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์แก่ทุกคนทั่วๆไป..ทุกคน.. แม้ที่มีการศึกษาน้อย แม้ที่ไม่ได้เล่าเรียนปริยัติโดยตรง”

2.  คำที่ใช้ในธรรมะความหมายมักจะลึกซึ้งกว่าคำที่ใช้ทั่วๆไป ท่านเริ่มบรรยาย โดยเน้นให้สังเกตและทำความเข้าใจ ว่า คำธรรมดาๆหลายคำ เมื่อนำไปใช้ในทางธรรมะมักจะมีความหมายกว้างและลึกยิ่งไปกว่าความหมายทั่วๆไป (เข้าใจว่าเหตุผลประการหนึ่ง คือ คำเดิมของพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลี เมื่อแปลเป็นภาษาไทย บางคำอาจจะไม่มีคำที่มีความหมายตรงกันและครอบคลุมครบถ้วน มีแต่คำที่ความหมายใกล้เคียงกัน บางครั้งจึงจำเป็นต้องมีการอธิบายขยายความเพิ่มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อมิให้เข้าใจผิดเพี้ยนไป- ผู้เรียบเรียง)  เช่น

-      คำว่า รู้ความว่าง หรือ เข้าใจความว่าง นั้น ความหมายที่ถูกต้องทางธรรมะ ไม่ได้หมายถึง การอ่าน หรือ ฟัง หรือ คิด นึกไปตามเหตุผล เช่นเดียวกับความหมายทั่วๆไป  แต่หมายถึง ความรู้สึกต่อความว่างที่จิตกำลังว่างอยู่จริงๆ  เราต้องรู้ต่อสิ่งที่กำลังมีอยู่ในจิตใจจริงๆ ดังนั้น ถ้ากล่าวว่าเรารู้ความว่าง ก็ต้องมีความว่างปรากฏอยู่ในขณะนั้น แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นอย่างไร

-      คำว่า  รู้ธรรมะ ก็ หมายความว่า กำลังมีธรรมะอยู่ทีเดียวและรู้สึกต่อธรรมะนั้นอยู่

-      คำ เห็นแจ้งความว่าง  ก็เช่นกัน  หมายความว่า เมื่อเรารู้สึกว่าว่างอย่างไรแล้ว และทำความรู้สึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงจะได้ชื่อว่า ความเห็นแจ้ง หรือ เห็นแจ้งแทงตลอด คือ รู้อย่างทั่วถึง

3.    ความหมายของชื่อเรื่อง ท่านอธิบายถึงความหมาย  ว่า เป็นอยู่ด้วยความว่าง นั้น มาจากภาษาบาลีว่า สุญญตาวิหาร  ซึ่งความหมายทางธรรมะ คือ การเป็นอยู่ มีลมหายใจอยู่ด้วยความรู้สึกต่อความว่างนั้นตลอดเวลา ...ส่วนคำ ความว่าง  หมายความว่า ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวตน ว่าของตัวหรือของตน...และหากมีคำถามต่อไปว่า อะไรว่าง ...ท่านได้อธิบายให้เข้าใจความหมายครบถ้วน ว่า หมายถึง จิต นั่นเอง คือ จิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน หรือว่าของตน

หรืออีกนัยหนึ่งสรุปความหมายเพียงสั้นๆได้ว่า คือ วิธีปฏิบัติอย่าให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนในร่างกายนี้

4. คำที่ใช้ในธรรมะหลายคำแม้จะใช้คำต่างกัน แต่ท้ายที่สุดคือความหมายเดียวกัน  ตอนท้ายของการเกริ่นนำเรื่อง ท่านได้เชื่อมโยงความหมายทั้งหมดตามที่อธิบายขยายความ ว่า เรื่องที่กล่าวมานั้น ตรงตามคำสอนในพุทธศาสนาบางพวก บางกลุ่ม ที่สอนเพียงสั้นๆว่า  จิตคือความว่าง ความว่างคือจิต.. ความว่างคือพุทธะ พุทธะคือความว่าง...ความว่าง คือ ธรรมะ ธรรมะคือความว่าง....มันมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น  ซึ่งหมายความว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เรารู้จักนี้ ไม่มีอะไร มีแต่ความว่าง

5.  ความหมายของความว่างในการบรรยายครั้งนี้  ในการบรรยายครั้งที่ 2 ท่านชี้แจงว่าคำ ความว่าง หรือ สุญญตา มีความหมายมากมาย หากไม่จำกัดขอบเขตให้ชัดเจนไว้แต่แรก อาจจะเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันได้  ท่านจึงแจ้ง ในการบรรยายครั้งนั้นว่า มุ่งหมายเฉพาะ  ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ  มีของเรา  เท่านั้น (ซึ่งเป็นการเน้นเฉพาะเรื่อง จิต เพียงอย่างเดียว – ผู้เรียบเรียง)

แต่  ในการบรรยายครั้งนี้ท่านได้ขยายขอบเขตของความหมาย  โดยเน้นถึงความว่างใน 2  สิ่ง คือ 1) สิ่งทั้งปวงหรือทุกสิ่ง    และ 2 ) จิตที่กำลังไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร  

6.  สิ่งทั้งปวงหรือทุกสิ่งคือความว่าง หมายถึงอะไรบ้าง ท่านอธิบายว่า หมายถึง ทุกสิ่งทั้งที่เป็น รูปธรรม และ นามธรรม  ตั้งแต่สิ่งที่มีอนุภาคเล็กสุด เช่น ฝุ่น เพชรพลอย จิตใจ จนถึงที่สุด คือ นิพพาน ล้วนแต่ว่างจากความมีตัวตน ทั้งนั้น หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า “ ที่สิ่งทุกสิ่ง มีความว่าง คือ มีลักษณะแห่งความว่างแสดงอยู่” ทั้งนั้น

7.   จิตที่กำลังไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรคือความว่าง หมายถึงอะไรบ้าง   ท่านอธิบายว่า จิตเดิมนั้นว่างจากความมีตัวตน  แต่เนื่องจากจิตถูกห่อหุ้มจากสิ่งปรุงแต่งที่ได้รับทางกาย คือ เห็นรูป ได้ยินเสียง  ได้กลิ่น ลิ้มรส และ สัมผัสทางผิวหนัง ฯลฯ  จิตจึงไม่ว่าง เมื่อใดที่จิตปลดเปลื้องความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงได้ทั้งหมด จิตก็จะ ว่าง ได้ดังเดิม

8.  ผลของการไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านขยายความว่า สิ่งทั้งปวงและจิตที่กำลังไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ นั้นต่อเนื่องกัน หากมีความรู้ที่ถูกต้องเกิดขึ้น  จนถึงขั้นมองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงแล้ว ( ความหมาย คือ  รู้สึกอย่างชัดเจน หรือ รู้อย่างทั่วถึง หรือ รู้แจ้ง - ผู้เรียบเรียง)  จิตก็จะเห็นของจริง ว่า ความว่างนั่นแหล่ะ คือ ความดับไม่เหลือแห่งตัวตน

9.  ความดับแบบเหลือ(แห่งตัวตน) กับ ความดับแบบไม่เหลือ(แห่งตัวตน)  ท่านอธิบายว่า  

ความดับแบบเหลือ(แห่งตัวตน)   หมายถึง การมีสติปัญญาหรือมีความรู้ธรรมะพอที่จะดับความยึดมั่นถือมั่นได้เพียงระดับหนึ่งแต่ยังไม่ถึงที่สุด ท่านอธิบายว่า เป็นการดับแบบยังมีเชื้อเหลืออยู่  เช่น เห็นว่าฝุ่นไม่ใช่ตัวตนแต่นกมีตัวตน เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวตนแต่จิตใจมีตัวตน หรือ เห็นว่าจิตใจไม่มีตัวตนแต่นิพพานมีตัวตน เป็นต้น

ความดับแบบไม่เหลือ(แห่งตัวตน)   หมายถึง การปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดชนิดที่ว่าตัวกู หรือความรู้สึกว่าตัวกูนี้ไม่มีทางจะเกิดอีกต่อไป

 

10.    โอกาสในการปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึก ว่ามีตัวตนในร่างกายนี้  ท่านแนะนำว่า ควรปฏิบัติใน 3 โอกาส  คือ  1) ในโอกาสปกติ  2) ในโอกาสที่มีสิ่งมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือผิวหนัง  3) ในโอกาสที่กำลังจะตาย

11.   วิธีปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึก ว่ามีตัวตนในร่างกายนี้ในโอกาสปกติ ท่านขยายความว่า  เป็นการปฏิบัติในขณะที่ทำงานประจำวัน หรือ อ่านหนังสือ หรือปฏิบัติธรรม ฯลฯ ตามปกติ ไม่มีสิ่งใดมากระทบกายเป็นพิเศษ  เป็นการปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการศึกษา  นั่นคือ ปฏิบัติเป็นประจำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  โดยจะศึกษาเอง หรือถาม  หรือปรึกษาหารือผู้อื่น ก็ได้ เพื่อให้เห็นแจ้งในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับความว่างยิ่งๆขึ้นไป  เช่น  สิ่งทั้งปวงว่างอยู่อย่างไร แล้วจิตนี้จะว่างได้อย่างไร จิตจะไม่หลงผิดในสิ่งทั้งปวงได้อย่างไร  เป็นต้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านวิชาการของธรรมะมาก่อน หรือแม้กระทั่ง ผู้ที่อ่านและเขียนหนังสือไม่เป็น นั้น ท่านแนะนำวิธีปฏิบัติทางลัดให้ คือ ให้หมั่นพิจารณา   สิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรที่น่าเอา น่าได้ หรือ น่าเป็น บ้าง ( หากใช้เป็นภาษาทางธรรมะตามที่ท่านบรรยาย ก็คือ  มีอะไรที่น่ายึดมั่น ถือมั่นบ้าง-ผู้เรียบเรียง)

12.   ตัวอย่างของการยึดมั่นถือมั่น กับ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน นอกจากอธิบายขยายความแล้ว ท่านยังยกตัวอย่างให้เข้าใจความหมาย ของคำว่า น่าเอา น่าได้ น่าเป็น ได้ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเราเอาเพชร พลอย มากองไว้เต็มห้อง แต่ไม่มีความยึดถือว่า เราได้มา หรือ เราเอามาได้ หรือ เราเป็นเจ้าของ เช่นนี้ก็เท่ากับ ไม่มีการเอา ไม่มีการได้ เพชรพลอยก็กองอยูเช่นนั้น ไม่มีความหมายอะไร  แต่ถ้ามีความยึดถือว่า เราได้มา เราเอามาได้ หรือเราเป็นเจ้าของ เช่นนี้ ก็คือความหมายของคำว่า น่าเอา น่าได้ น่าเป็น ตามที่ท่านแนะนำให้พิจารณา

13.    ผลของการยึดมั่นถือมั่น กับไม่ยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน ท่านชี้แนะว่า เมื่อมีความรู้สึกว่า น่าเอา น่าได้ น่าเป็น หรือ ยึดมั่นถือมั่น แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ใจก็จะเป็นทุกข์ได้เสมอ  แต่หากหมั่นพิจารณาอยู่เสมอ จนพบความจริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปรู้สึกเอา หรือเป็น ใจก็จะวางเฉยกับทุกสิ่ง....  แต่ในทางปฏิบัติ จะจัด จะทำ จะมี จะเก็บรักษา จะบริโภคใช้สอย ก็ทำไปตามเรื่อง.... จิตใจอย่าไปเอา ไปเป็น อย่าไปรู้สึกว่าเป็นตัวเราเอา ตัวเราเป็น ตัวเรามีขึ้นมา

ทั้งนี้ ท่านแนะให้นึกถึงหลักธรรมะที่ว่า ทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ การกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ตัวผู้ทำหามีไม่ การเดินทางได้เดินถึงที่สุดแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามีไม่  หลักธรรมะนี้ หมายความถึง พระอรหันต์ ท่านปฏิบัติธรรมะถึงที่สุดแล้ว หรือเดินไปตามทางของอริยมรรคถึงที่สุดแล้ว บรรลุถึงนิพพานแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามีไม่

14.    วิธีนำหลักการไม่ยึดมั่นถือมั่นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านแนะนำว่า จะกิน อยู่ นั่ง นอน เดิน บริโภค ฯลฯ  ต้องมีสติปัญญาเพียงพอ  ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า เรามีอยู่ เราเป็นผู้ทำ ผู้กิน ผู้เดิน ฯลฯ  เช่นนี้จึงจะเรียกว่า ทำให้ว่างจากตัวเราเสมอ จนเป็นปกติ เป็นอยู่ด้วยความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น

วิธีนี้ คือ การปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการทำงาน หรือ การเคลื่อนไหวในการทำงานประจำวันนั่นเอง  เป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงยิ่งไปเลยโดยไม่ต้องแยกจากกัน  งานก็ก้าวหน้า ธรรมะก็ก้าวหน้า

15.    ตัวอย่างการยึดมั่นถือมั่น กับ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน และผล  นอกจากยกตัวอย่าง การเอา การได้ และการเป็น เกี่ยวกับ ทรัพย์สินแล้ว ท่านยังยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเป็นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน อีกด้วยโดยเริ่มจากเรื่องธรรมดาๆ  ไปจนถึงเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในระดับสูง เช่น เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นเทวดา เป็นคนดี เป็นคนชั่ว เป็นคนมีความสุข เป็นคนมีความทุกข์ เป็นคนมีบุญ เป็นผู้มีความสุขที่เกิดจากสมาธิ เป็นผู้มีความสุขที่เกิดจากฌาณ ฯลฯ

ท่านได้อธิบายเพิ่มว่า แม้ทุกคนจะต้องการเป็นในสถานะที่ดูเหมือนดี เช่น เป็นเทวดา เป็นคนมีความสุข เป็นต้น แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ได้เป็นอยู่ในสถานะนั้นๆแล้ว ต่างก็มีความทุกข์ ทั้งสิ้น เช่น เป็นคนดี ก็ยังมีความทุกข์ตามแบบของคนดี เป็นคนมีความสุข ก็ยังมีความทุกข์ไปอีกแบบตามแบบของคนมีความสุข เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด  แม้แต่เรื่องความสุข ความดี ฯลฯก็ตาม  ย่อมเกิดความทุกข์ตามมาทุกคนไม่มีเว้น

16.    ผู้ที่ระบุว่าเขาถึงนิพพานแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือไม่  หลังจากนั้น ท่านได้อธิบายเชื่อมโยงไปถึงประเด็นที่น่าสนใจมาก คือ แม้แต่ กรณีผู้ที่มีความสุขจากธรรมะ ก็ตาม หากยึดพระนิพพานว่าเป็นตัวตน หรือเป็นความสุขของเรานั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้  ท่านให้ความรู้ว่า ถ้าเพียงแต่พูดนั้นพูดได้  แต่ตามความเป็นจริงแล้วมีไม่ได้ เพราะว่าผู้ที่มีความยึดถืออย่างนั้น จะบรรลุถึงนิพพานไม่ได้เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสำคัญว่าเขาได้รับ เขาเป็นผู้มีความสุขที่เกิดแต่นิพพานอย่างนี้ มันเป็นนิพพานจอมปลอมทั้งนั้น นิพพานจริงไม่มีทางที่จะมาอยู่ในฐานะที่ถูกยึดถืออย่างนี้ได้

17.    หากไม่ต้องการเกิดอีก ควรทำอย่างไร นอกจากนี้ ท่านพุทธทาส ยังยกตัวอย่างเทียบเคียงไปถึงการศึกษาและพิจารณาในเรื่องการเกิด การตายและชี้แนะ ด้วยว่า  หากมีความรู้เพียงพอและไม่ต้องการเกิดอีก  ในทางปฏิบัติก็จะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องการเกิดหรือไม่เกิดไปเรื่อยๆ  จึงจะเป็นความว่าง และเป็นความไม่เกิด

18.    การปฏิบัติสมาธิภาวนา และวิปัสสนาอย่างยิ่ง เพื่อให้รู้โทษของความยึดมั่นถือมั่น ต้องทำอย่างไร  ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้เพียงสั้นๆว่า  ก็ต้องเป็นเรื่องว่างจากความยึดมั่นถือมั่น เช่นกัน โดยต้องทำตามที่ได้ศึกษามาเป็นอย่างมาก  เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาไม่รู้หนังสือจะทำได้….ทั้งหมดนี้ รวมกันเรียกว่า ข้อปฏิบัติในขณะปกติ

19.    วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง ในโอกาสที่มี รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กายหรือผิวหนัง   วีธีนี้ท่านแนะนำเพียงสั้นๆตามที่เคยแนะนำในที่ต่างๆหลายครั้งแล้วว่า วิธีปฏิบัติคือ เมื่อมีผัสสะ(การกระทบ ) เกิดขึ้น ก็ให้จิตหยุดอยู่แค่นั้นอย่าคิดปรุงแต่งจนเกิดความยึดมั่นเป็น “ตัวกู ของกู”  ขึ้นมา ถ้าทำได้เช่นนี้ถือว่า ปฏิบัติได้ชั้นดีเลิศ  แต่ ถ้าจิตยังไม่สามารถหยุดปรุงแต่งได้ทันทีที่มีการกระทบเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้ปรุงต่อไปแล้วไปหยุดที่เวทนา ( หมายถึง ความรู้สึกเช่น พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ) อย่าปล่อยให้คิดปรุงแต่งจนเกิดความยึดมั่นถือมั่น เป็น“ตัวกู ของกู”  ขึ้นมา  ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าปฏิบัติได้ในชั้นธรรมดา

ท่านขยายความต่อไปว่า การแนะนำเช่นนี้ ตรงตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เมื่อเห็นรูปก็เพียงแค่เห็น ดมกลิ่นก็เพียงแค่ดม ลิ้มรสก็เพียงแค่ลิ้มรส สัมผัสก็เพียงแค่สัมผัส ฯลฯ ถ้าทำได้เช่นนี้ตัวเธอก็ไม่มี คือ กูไม่เกิด แล้วก็เป็นที่สุดทุกข์ คือ ว่างอยู่เรื่อย

20.    ตัวอย่างวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง ในโอกาสที่มี รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กายหรือผิวหนัง  ท่านยกตัวอย่างของจริงเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่า เหมือนกับการที่ทหารนอนข้างปืนใหญ่ เมื่อปืนใหญ่ลั่นตึงออกไป ก็เพียงแค่ได้ยินเสียงเท่านั้น แค่เป็นเสียงปืนใหญ่กระทบหูเท่านั้น ไม่เกิดเวทนาใดๆ (ความรู้สึก พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ)  ยังนอนหลับสบายต่อไปได้ การปฏิบัติเช่นนี้ได้ ต้องนับว่าเก่งมาก  แต่ถ้าสู้ไม่ไหวยอมแพ้ ก็ไปหยุดที่เวทนาก็ได้ พอรู้สึกสบาย ไม่สบาย พอใจ ไม่พอใจฯลฯ แล้วให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าเกิดความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ต่อไปตามเรื่องของความอยาก ของกิเลสตัณหา อุปาทาน อย่างนี้ก็ได้.....นี้เรียกว่าวิธีปฏิบัติในโอกาสที่สิ่งภายนอกมากระทบตา หู จมูก ลิ้น และ กายของเรา

21.    วิธีปฏิบัติ ที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนในร่างกายนี้ (รู้สึกว่าง)ในโอกาสที่กำลังจะตาย ท่านแนะนำว่า จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ-ดับไม่เหลือ มาเป็นหลัก และทุกคนควรซ้อมความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นนี้ไว้เป็นประจำ

22.    ตัวอย่างวิธีปฏิบัติก่อนตาย  ท่านยกตัวอย่างการตายในหลายลักษณะ คือ

1)  การตายตามอายุขัย ในกรณีที่ผู้สูงอายไม่มีความรู้ทางธรรมะอย่างลึกซึ้ง และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ กรณีนี้ท่านแนะอุบายง่ายๆให้ปฏิบัติ คือ

·       ในเวลาปกติ ให้ฝึกพิจารณาบ่อยๆ จนรู้สึกว่าไม่มีการเป็นอะไรที่น่าสนุกเลย เช่น การเป็นคน การเป็นพ่อแม่ การเป็นสามี การเป็นภรรยา การเป็นเทวดา เป็นต้น

·       เมื่อฝึกได้จนถึงขั้นนี้แล้ว จิตของเขาย่อมจะน้อมไปในทางที่ไม่มีอะไรที่น่าหวัง  ดังนั้น จิตของเขาจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอา อยากเป็นที่ไหนอีกต่อไป    จิตจะว่างไปในตัวมันเอง สลายไปในตัวมันเอง  

·       เมื่อถึงช่วงที่ใกล้จะดับจิต ก็ให้ฟื้นความรู้สึกที่ว่าไม่มีอะไรน่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ที่ไหนหมดทุกแห่ง ให้มาอยู่ที่จิตใจในเวลาจะดับจิต

ท่านมั่นใจว่า หากสามารถทำเช่นนี้ได้ คือ ดับจิตไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นที่ไหน  ดับไม่เหลือ-ดับไม่เหลือ   อย่างนี้ก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไปกับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวเอง แม้ผู้ตายจะไม่รู้หนังสือ พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่มีความรู้สึกอย่างนี้ได้ก็พอแล้ว

2)  การตายเพราะอุบัติเหตุ เช่นถูกรถยนต์ทับ ถูกตึกทับ ถูกควายขวิด ฯลฯ ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่นิดเดียวก่อนดับจิต แล้วรู้สึกว่าดับไม่เหลือ-ดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น หรือ แม้จะประสบอุบัติเหตุแล้ววูบเดียวดับ แต่หากว่าผู้นั้นได้ฝึกตัวเองให้มีความรู้สึกว่าทุกอย่างดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำแล้ว อย่างนี้ก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไปกับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวเอง เช่นเดียวกับข้อ  1)

3)   การตายของผู้ที่มีความรู้และสติปัญญาสมบูรณ์ แตกฉานในปริยัติและปฏิบัติอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องน้อมจิตใจเหมือนผุ้ตายตามข้อ  1) และ 2) เพราะเขาเป็นผู้ไม่ตายแล้วตั้งแต่แรก คือ บรรลุคุณธรรมชั้นสูงแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีการตาย เขาจะรู้จักตั้งสติสัมปชัญญะอย่างที่ว่าไม่มีการตาย

4)  การเตรียมตัวตายของผู้เจ็บป่วย  ท่านแนะนำว่า สำหรับผู้มีความเจ็บป่วยที่เห็นกันอยู่ชัดๆว่าจะต้องตายแน่ ควรทำดีที่สุดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องขลาดต้องกลัว ทั้งนี้ท่านได้เล่าถึงวิธีเตรียมตัวตายของคนสมัยพุทธกาลว่า สำหรับผู้ที่ถือศีลอุโบสถกันเป็นประจำ ซึ่งจะมีการอดข้าวเย็นในวันอุโบสถเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อใกล้ถึงวันตายซึ่งเชื่อว่าไม่เกินสิบวัน เขาจะเตรียมไม่กินอาหาร เพื่อให้จิตใจเป็นปกติ กินแต่น้ำและยาเท่าที่จำเป็น และเมื่อใกล้ถึงวันตายเข้าไปอีก แม้แต่น้ำหรือยาก็ไม่อยากกิน  ผู้ที่ยังยึดมั่นในบุญกุศลก็เตรียมยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล แต่ผู้ที่ฉลาดขั้นสูงจะเตรียมจะปล่อยวางดับไม่เหลือ ไม่มีการฉีดยาประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  การกระทำเช่นนี้ เรียกว่า “ ปลงสังขาร”  เขาเตรียมที่จะแตกตายทำลายร่างกายให้ดีที่สุด ในทางจิตก็น้อมไปเพื่อดับไม่มีเหลือ ซึ่งต่างจากพวกเราในปัจจุบันที่พยายามถ่วงชีวิตไว้ให้ได้นานที่สุด

ท่านเห็นว่า ถ้าทำถูกทางต้องกล้าด้วยธรรมะ และตายอย่างมีชัยชนะเหนือความตาย ดังตัวอย่างที่ท่านนำมาเล่าให้ฟัง จึงจะเรียกว่าเข้าถึงความว่างได้ในวินาทีสุดท้าย

23.    สรุปท้ายการบรรยาย ท่านสรุปและชี้แนะว่า วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความว่างแบ่งเป็น 3 ขณะ ปฏิบัติใน 3 โอกาส คือ ขณะปกติ ทำการงานตามปกติ อย่างหนึ่ง ขณะที่มีสิ่งมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย อีกอย่างหนึ่ง และขณะที่กำลังจะดับจิต อีกอย่างหนึ่ง  ทั้งนี้ท่านได้ชี้แนะแถมท้ายด้วยว่า วิธีปฏิบัติใน 3 โอกาสนี้ควรจะมีการ พูด คิด และ ปรึกษากันหารือกันอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกับการคุยกันในเรื่องบ้านเมือง เรื่องโลก เรื่องกีฬา ฯลฯ   เพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อสู้กับความตาย  เอาชนะความตายเพื่อให้ได้ว่างจากความเกิด จากความตาย  เมื่อมีการพูดคุยปรึกษาหารือกันบ่อยๆ  และปฏิบัติอย่างถูกวิธีแล้ว  สิ่งเหล่านี้จะเป็นของง่ายๆ   ง่ายไปจนถึงการบรรลุนิพพานด้วยอุบายแบบง่ายๆตามที่ท่านได้ชี้แนะไว้แล้ว

24.    ท่านจบการบรรยาย โดยเน้นภาพรวมในวิธีปฏิบัติเรื่องความว่าง ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญยิ่งของพุทธศาสนา อีกครั้งหนึ่ง ว่า เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องความว่าง เข้าถึงความว่าง เป็นอยู่ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความว่างเสียเอง ความว่างมีอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง แล้วจิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง เป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู ไม่มีการเกิดมาอีก ไม่มีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา-ของเราขึ้นมาอีก นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง

 

……………………………

 


Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 04 Aug 2016 at 11:25



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [0/89]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [0/99]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [0/75]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [0/125]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/116]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [0/211]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/138]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/93]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [0/167]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/199]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/77]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/92]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/102]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/170]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/108]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [0/170]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/172]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/148]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [0/128]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [2/199]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [2/179]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [0/186]
Hallstatt 2016 [3/224]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [0/245]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [0/227]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [0/468]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [0/334]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [0/377]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [2/442]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [0/319]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [0/361]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/660]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/1996]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/369]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/261]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/663]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/288]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/262]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/350]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/261]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/280]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/485]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1094]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1443]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/2868]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/11700]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/733]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/204]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/178]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/153]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/167]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/149]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/170]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/134]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/146]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/180]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/477]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/277]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/315]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/372]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/268]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/984]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/438]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/428]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/460]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/396]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/790]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/445]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1287]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/636]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3511]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/442]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/351]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/634]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/334]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/450]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/457]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/616]
กรรมฐาน [6/883]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/509]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [10/697]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

March 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.119 seconds.