สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options
 
 

·        ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

ความเป็นมา

ท่านพุทธทาสบรรยายธรรม 3 ครั้ง 3 เรื่อง ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ตามการนิมนต์ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในเดือนธันวาคม 2504 และมกราคม 2505

คำบรรยายทั้ง 3 ครั้ง ว่าด้วย เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  ความว่าง และ วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

ต่อมาได้มีการถอดเทปคำบรรยายและจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ แก่นพุทธศาสน์ ในปี 2505 หลังจากนั้นก็มีการพิมพ์อีกหลายครั้ง รวมทั้งมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษและพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2537

ในปี 2559 ( 54 ปีหลังจากการพิมพ์ครั้งแรก) ย่าได้จัดทำสาระสำคัญรวมทั้งบทสรุปของ หนังสือ แก่นพุทธศาสน์ โดยแบ่งเป็น 4 ตอน เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจำและเข้าใจสาระสำคัญได้ง่ายขึ้น รวมทั้งได้เผยแพร่เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบด้วย ดังนี้

1.   ความเป็นมาและบทสรุป

2.   สาระสำคัญเรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

3.   สาระสำคัญเรื่อง  ความว่าง

4.   สาระสำคัญเรื่อง  วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

 

     สาระสำคัญ เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

เรื่องนี้ท่านพุทธทาสฯบรรยายเมื่อ 17 ธันวาคม 2504   ท่านเตรียมการบรรยายมาอย่างดี มีการเรียงลำดับขั้นตอน เหตุผล และ เนื้อหาสาระ สอดคล้องกับผู้ฟัง และยังทันสมัยอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทุกประเด็นที่ท่านกล่าวถึงล้วนน่าสนใจ มีที่มาและมีเหตุผลสนับสนุน บางตอนหากเลือกตัดเฉพาะสาระสำคัญมาโดยไม่นำเหตุผลมาประกอบ อาจทำให้เข้าใจความหมายผิดไปได้ จึงจัดทำสาระสำคัญในการบรรยายพร้อมเหตุผลตามความจำเป็น บางตอนสรุป บางตอนละเอียด ส่วนใหญ่จะพิจารณาและคัดลอกตามคำพูดของท่าน เพราะท่านพิถีพิถันในการใช้คำ เกือบทุกคำจึงมีความหมายพิเศษตรงตามเจตนารมณ์ของท่าน หากใช้คำอื่น ความหมายอาจผิดเพี้ยนไปได้รวมทั้งได้เรียบเรียงบางตอนใหม่ และแบ่งเป็นข้อๆ เพื่อจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ตามลำดับ ดังนี้

1.   วัตถุประสงค์   ท่านแจ้งว่าในโอกาสการบรรยายครั้งเดียวเป็นพิเศษ จึงเห็นสมควรกล่าวถึง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา โดยหวังว่าเมื่อผู้ฟังท่านใดจับใจความสำคัญได้แล้ว ก็จะสะดวกในการศึกษาออกไปได้อย่างกว้างขวาง แต่ถ้าท่านใด จับใจความสำคัญไม่ได้ ก็จะสับสน

2.   ข้อสังเกตเกี่ยวกับพุทธศาสนา ท่านขยายความว่า ความรู้ทางพุทธศาสนาที่ไม่ใช่หลักขั้นมูลฐาน มีอยู่ไม่น้อย และจะพาให้ค่อยๆเขวไปทีละน้อย จนกลายเป็นพุทธศาสนาใหม่ หรือกลายเป็นพุทธศาสนาเนื้องอก ที่งอกออกไปเรื่อยๆ เช่น เรื่องประวัติศาสตร์พุทธศาสนา พิธีรีตองต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้หลายคนท้อถอย เห็นว่าความรู้ทางพุทธศาสนาช่างมีมากมายจนไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่จริงๆแล้วความรู้ที่เป็นหลักสำหรับจะเข้าใจธรรมะได้อย่างถูกต้องนั้นมีไม่มาก

3.   จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา    คือ  มุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์ เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มุ่งไปสู่การดับทุกข์

4.   หลักพุทธศาสนาขั้นมูลฐาน มีส่วนที่เป็นหลักอยู่ไม่มาก โดยพระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบระหว่างใบไม้ทั้งป่ากับใบไม้ในกำมือของพระองค์ว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีมาก เปรียบได้กับใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องที่จำเป็นที่ควรรู้ ควรนำมาสอน และนำมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้น มีไม่มาก เปรียบได้เท่ากับใบไม้กำมือเดียว ทั้งนี้ คำสอนในพุทธศาสนาเพื่อมุ่งไปสู่การดับทุกข์ นั้น ล้วนมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง ซึ่งทุกคนสามารถเห็นและเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามใครอื่น

5.   คำที่ใช้เกี่ยวกับโรคภัยไขัเจ็บในปัจจุบันกับในสมัยพุทธกาล  เนื่องจากเป็นการบรรยายในโรงพยาบาล ท่านพุทธทาสฯ จึงนึกถึงชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้ามาแต่โบราณ คือ แพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ เพราะ ในสมัยพุทธกาล แยกโรคภัยไข้เจ็บเป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ โรคทางกายกับ โรคทางจิต

โรคทางจิตสมัยนั้นหมายถึง โรคทางความคิด หรือ ทางกิเลสตัณหา แต่ปัจจุบัน ความหมายของคำว่า โรคทางจิต  หมายถึง โรคทางจิตที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย จึงต่างไปจากสมัยพุทธกาล

ท่านอธิบายเพิ่มให้ชัดเจนขึ้นว่า โรคทางกาย กับ โรคทางจิต  นั้น เป็นกับคนบางคน และ เป็นบางเวลา  เมื่อเป็นโรคทางกาย   (physical disease) เราควรไปโรงพยาบาลทั่วไป แต่ถ้าเป็นโรคทางจิต (mental disease) เราควรไปโรงพยาบาลที่รักษาโรคจิตโดยตรง เช่น โรงพยาบาลบ้านสมเด็จฯ เป็นต้น ทั้งสองโรคนี้จึงไม่เกี่ยวกับ โรคทางจิต ตามความหมายในสมัยพุทธกาล

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ท่านจึงขอบัญญัติคำใหม่ที่ใช้เฉพาะสำหรับศาสนาพุทธเท่านั้น จากคำ โรคทางจิต เป็น โรคทางวิญญาณ  เพื่อแบ่งแยกคำให้แตกต่างกัน และตรงกับความหมายที่แท้จริง โดยขอใช้คำภาษาอังกฤษกำกับแยกไว้ให้ชัดเจนด้วยว่า spiritual disease

ทั้งนี้ ท่านได้ให้ความหมายของคำที่ท่านบัญญัติใหม่ ว่า โรคทางวิญญาณ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง วิญญาณภูตผีปีศาจ หรือ การถูกผีสิง  แต่หมายถึง วิญญาณหรือจิตในส่วนลึก  ที่ถือได้ว่าเป็นโรคด้วยอำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อวิชชา (ความไม่รู้) และ มิจฉาทิฎฐิ (ความเห็นผิด)

ท่านเน้นถึงความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง 3 โรค นี้ ว่า รคทางวิญญาณ เป็นกันทุกคน ไม่มีการยกเว้น ส่วน โรคทางกาย กับ โรคทางจิต เป็นกับคนบางคนและบางเวลา และ ไม่ได้ทำให้ใครเป็นทุกข์อยู่ได้ทุกลมหายใจเข้าออก เหมือนกับโรคทางวิญญาณ

6.   ทุกคนเป็นโรคทางวิญญาณ โดยเหตุที่ โรคทางวิญญาณ หมายถึง โรคทางความคิด หรือ ทางกิเลสตัณหา และ ทุกคนต่างก็มีกิเลส ตัณหา จึงกล่าวได้ว่า ทุกคนในโลกนี้ เป็นโรคทางวิญญาณ

ดังนั้น การรักษาโรคนี้ จึงต้องไปหาแพทย์ทางวิญญาณ ซึ่งในสมัยพุทธกาลถือกันว่า พระพุทธเจ้า คือ แพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ พระองค์ได้ใช้ธรรมะ ในการเยียวยารักษาโรค แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เป็นโรคก็ต้องนำธรรมะมาใช้กับตัวเอง ด้วยจึงจะหายจาก โรคทางวิญญาณ

7.   คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคทางวิญญาณ อย่างไรก็ตาม คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่องโรคทางวิญญาณ และไม่รู้สึกว่าตัวเองและทุกคนในโลกล้วนป่วยเป็นโรคนี้ จึงไม่นำธรรมะ (คือ ยารักษาโรค) ไปใช้กับตัวเอง ทั้งๆที่ปัจจุบันมีการศึกษาพุทธศาสนากันมากและเข้าใจกันมากขึ้น  ดังนั้น การศึกษา จึงเหมือนกับเป็นเรื่องเห่อยา ศึกษาเพียงสำหรับเก็บไว้ให้รกรุงรัง หรือเอาไว้พูดเถียงกันเล่น จนกลายเป็นทะเลาะวิวาทไปก็มี

8.   ผลเสียของการไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคทางวิญญาณ จากสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไปทราบว่าตัวเองเป็นโรคทางวิญญาณ  ธรรมะจึงยังไม่เป็นที่พึ่งให้แก่โลกได้เต็มตามความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น เรื่องสันติภาพ แม้จะพยายามดำเนินการให้เกิดความสงบในโลกเพียงใดก็ตาม  ก็ยังไม่เป็นสันติภาพถาวรไปได้ เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นโรคทางวิญญาณ แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็น และไม่ได้นำยา คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไปใช้ในการรักษาโรคของตัวเอง

9.   การขยายตัวของเชื้อโรคทางวิญญาณ เมื่อทำความเข้าใจกับผู้ฟังให้เข้าใจความหมายในภาพรวมเรื่องโรคทางวิญญาณแล้ว ท่านจึงเริ่มการวินิจฉัยในรายละเอียดว่า  โรคทางวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร

ท่านอธิบายให้ชัดขึ้นว่า ว่า “โรคทางวิญญาณ” คือ โรคที่มีเชื้ออยู่ที่ความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา หรือ ตัวกู ของกู นั่นเอง ความรู้สึกนี้มีอยู่ในใจ ประจำอยู่ที่ใจ แล้วก็ทำไปตามอำนาจความเห็นแก่ตัว และต่อเนื่องเป็นความโลภ ความโกรธ และความหลง ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตัวเองและผู้อื่น

ท่านเรียก โรคทางวิญญาณ สั้นๆง่ายๆว่า โรคตัวกู-ของกู และเน้นอีกครั้งหนึ่งว่า เราเป็นโรคนี้กันทุกคน แล้วเราก็ได้รับเชื้อ นี้เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง และ คิดในใจไปตามประสาคนที่ไม่รู้ หรือถ้าเรียกตามภาษาทางธรรมะก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและ ธรรมารมณ์ โดยผ่านทางสื่อในร่างกายที่คู่กัน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

“เชื้อ” ที่ว่านี้ภาษาบาลี เรียกว่า “อุปาทาน”  หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมี 2 อย่าง คือ  ยึดมั่นว่าเรา และยึดมั่นว่าของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นพิษร้ายกาจที่สุด เรียกว่า โรคทางวิญญาณ

 

10.     ยารักษาโรคทางวิญญาณ การที่จะหายจาก โรคทางวิญญาณ ได้โดยเด็ดขาด คือ การว่างจากการยึดถือใน เรา และ ของเรา และมุ่งไปสู่ “ความว่างที่สุด” (นิพพาน) ท่านเห็นว่า อำนาจต้านทานโรค (Immunity) อย่างสูงสุด  หรือ หัวใจของพุทธศาสนา ที่จะทำลายพิษร้าย และ นำจิตเราไปสู่ความว่างที่สุด หรือ นิพพาน นั้น  คือประโยคสั้นๆของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” (สัพเพ ธรรมา นาลัง อภินิเวสายะ)  ตามรายละเอียดและเหตุผลในข้อถัดไป

11.     หัวใจของพุทธศาสนา ท่านให้เหตุผลว่า แม้คำสอนทางพุทธ จะมีเรื่องสำคัญๆหลายเรื่อง เช่น เรื่อง อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)  เรื่อง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)  เรื่องการไม่ทำความชั่ว ทำดี และ ทำจิตให้บริสุทธิ์ ฯลฯ และทุกเรื่องก็ล้วนถูกต้อง แต่ไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง  อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลในพระบาลี มัชฌิมนิกายเรื่องหนึ่ง ที่มีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่า พุทธวจนะทั้งหมดของพระองค์ ถ้าจะสรุปให้สั้นๆ เพียงประโยคเดียวได้หรือไม่ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตอบเป็นภาษาบาลี ว่า สัพเพ ธรรมา  นาลัง อภินิเวสายะ ( แปลว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น)  โดยได้ย้ำว่า ถ้าใครได้ฟังข้อความข้อนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติตามข้อนี้ ก็คือ ได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติตามข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ท่านพุทธทาสเห็นว่าคำตอบของพระพุทธเจ้า ได้รวมทั้งเรื่องวิชา(ปริยัติ) ปฏิบัติ และ ผลของการปฏิบัติ(ปฏิเวธ) ไว้อย่างครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา

12.     เราพร้อมจะรักษาโรคทางวิญญาณกันเมื่อใด ท่านเห็นว่า เมื่อเข้าใจ คำว่า โรคทางวิญญาณ หรือแพทย์ผู้รักษาโรค ว่าหมายความอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับผลดี  เมื่อใดที่เห็นว่าเราเป็นผู้ได้รับผลดี เมื่อนั้นเราก็จะกระตือรือร้นกันอย่างยิ่ง และ จะรักษาโรคของเราอย่างถูกต้อง

13.     มูลเหตุของโรคทางวิญญาณ (ทุกข์) และ การหายจากโรค (พ้นทุกข์)  ต่อจากนั้น ท่านได้อธิบายรายละเอียด ของ ความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นทั้ง ตัวโรคและเชื้อโรคได้อย่างไร ท่านให้ข้อสังเกต หากสังเกตสักนิด ก็จะเห็นได้ด้วยกันทุกคน ว่า ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูนี่แหล่ะ คือ แม่บทของกิเลส

กิเลส สามารถจำแนกได้หลายแบบ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ ก็ได้  ราคะ โกธะ โมหะก็ได้ หรือจะซอยย่อยๆเป็น 16 อย่างก็ได้ แต่สุดท้าย ก็ต้องมาลงที่ โลภ โกรธ หลง และ เมื่อรวมทั้ง 3 อย่างก็มาลงที่ ความรู้สึกว่าตัวกู ของกู นั่นเอง

ท่านเน้นว่า ความรู้สึกว่าตัวกู ของกู  นั้นเป็นศูนย์กลาง (Neucleus) ที่รู้สึกอยู่ภายใน แล้วก่อให้เกิดกิเลสทั้งหลาย   ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ความรู้สึกว่าตัวกู ของกู เป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งปวง หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ เป็นมูลเหตุของโรคทั้งปวง

ประเด็นนี้ ท่านอ้างอิงมาจากคำกล่าวสรุปของพระพุทธเจ้าในเรื่องความทุกข์ที่ว่า “สังขิตเตน ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา” ซึ่งแปลว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) นั่นแหล่ะเป็นตัวทุกข์

ท่านอธิบายขยายความของคำแปลนี้ว่า หมายความว่า สิ่งใดมีความยึดถือ หรือ ถูกยึดถือว่า ตัวกูของกูแล้ว สิ่งนั้น คือ ตัวทุกข์ (ดังนั้น  ถ้าในสิ่งใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกูแล้ว สิ่งนั้นไม่มีทุกข์)

ท่านยกตัวอย่างว่า ร่างกายและจิตใจของผู้ที่เราถือกันว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นร่างกายและจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่เจือด้วยความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู ไม่เจือด้วยกิเลส จึงไม่เป็นทุกข์ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์

14.     ตัวกูของกู กับ สติปัญญา และสติสัมปชัญญะ จากนั้นท่านได้เชื่อมโยงระหว่าง ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู กับ สติปัญญา ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ถ้าเรามีความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู แล้ว  สติปัญญาแท้ที่จะดับทุกข์ หรือ เป็นยาแก้โรคทางวิญญาณ ก็จะเข้ามาแทนที่  โรคทางวิญญาณที่เกิดอยู่ก่อน จะหายไปทันทีเหมือนถูกปลิดทิ้ง

แม้เพียงแค่มีสติสัมปชัญญะเท่านั้น  ธรรมะต่างๆก็จะเกิดตามมามากมาย ตั้งแต่ขั้นต้น ไปจนถึงระดับสูงที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้  เช่น หิริโอตัปปะ( หิริ=ความละอายต่อความชั่ว โอตัปปะ=ความเกรงกลัวความชั่ว) ขันติโสรัจจะ(ขันติ=ความอดทน โสรัจจะ= ความมีอัธยาศัยงาม)  ความซื่อส้ตย์   ยถาภูตญาณทัสนะ(ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง ยถา มาจาก ยถากรรม หมายถึง ตามกรรมดีและชั่วที่ตนได้ทำไว้ )ฯลฯ

15.     ว่างกับวุ่น ท่านได้ปรับคำพูดยาวๆ ทั้งจากภาษาบาลีและภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้เป็น ภาษาพูดง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจความหมายต่างๆได้ง่ายขึ้น โดยใช้คำว่า ว่าง  กับ วุ่น

ว่าง หมายถึง ว่างจากตัวกู..... วุ่น หมายถึง ไม่ว่างจากตัวกู เมื่อใช้คำสั้นๆ ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่า ไม่มีใครชอบ  วุ่น  ใครๆก็ชอบ ว่าง  เช่น ว่างไม่ต้องทำงาน ว่างไม่มีอะไรมารบกวน ฯลฯ

ว่างตามที่กล่าวมาแล้วนั้น  เป็นการว่างภายนอก แต่ ว่าง ในแง่ธรรมะ นั้น คือ ว่างภายใน มีใจคอปกติ ไม่ระส่ำระสาย วุ่นวาย และถ้าว่างยิ่งขึ้นไปอีก คือ ว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวตน ( Egoism) ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา ของเรา ถ้าว่างได้ในระดับนี้ ถือว่า เป็นนิพพาน

ส่วน วุ่น หมายถึง  วุ่นทั้งกาย ใจ และวิญญาณ วุ่นอยู่กับความรู้สึกถึงตัวกู-ของกู จนไม่มีความสงบสุขเลย แม้จะสวดมนต์ รับศีล ทำบุญทำทานก็เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น แต่ถ้า ว่างจากความรู้สึกถึงตัวกู-ของกูได้แม้เพียงชั่วครู่  ก็ถือได้ว่า มีพุทธะ ธัมมะ และสังฆะที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้ว

16.     ผลของการปฏิบัติให้จิตว่าง  เมื่อบรรยายถึงตอนนี้ ท่านได้แนะนำว่า วิธีปฏิบัติในภาพรวมว่า  ขอให้ทุกคนเพียรพยายามปรับให้จิตใจว่างจากตัวกู-ของกู อยู่เรื่อยๆ จะได้มีพุทธะ ธัมมะ และ สังฆะ ในระดับหนึ่งเป็นประจำ และ ค่อยเพิ่มขึ้นจนกว่าจะว่างอย่างเต็มที่สมบูรณ์  หากทำได้ดังที่ท่านแนะนำ ก็ถือได้ว่า เราได้รับธรรมะที่เป็นยาแก้โรค และ เป็น เชื้อต้านทานโรค เข้าไปไว้ในจิตวิญญาณแล้ว และจะไม่มีทางเกิดโรคทางวิญญาณ ( Spiritual Disease) ขึ้นมาได้

17.     วิธีปฏืบัติเพื่อให้จิตว่าง  จากนั้น ท่านให้ข้อมูลว่า พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ว่างจากตัวกู ของกูไว้มากมาย เพื่อให้เหมาะสมแก่บุคคล เวลา และ สถานที่ ตามที่เคยได้ยินกันว่ามีถึง 84,000 เรื่อง ซึ่งหากพิจารณาตามตัวเลขแล้วจะทำให้ท้อถอย แต่จริงๆแล้ว หลักสำคัญ มีเพียงสั้นๆ ตามที่พระพุทธเจ้า ได้สรุปไว้ให้แล้ว คือ  “ สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น” และ ทุกวิธีจะสามารถขจัดความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูได้เหมือนกันทั้งหมด แล้วแต่ว่าใครจะเลือกปฏิบัติตามวิธีใด

ท่าน ได้ยกตัวอย่างวิธีการรักษาโรคทางวิญญาณไว้เพียง 3 วิธี  พอให้เข้าใจได้ชัดขึ้นและเหมาะสมกับเวลาในการบรรยาย คือ วิธีการตามหลักปฏิจจสมุปบาท วิธีการตามหลักไตรลักษณ์ และ วิธีการตามหลักขันธ์ 5

18.     วิธีปฏิบัติตามหลักปฎิจจสมุปบาท  (ความหมาย คือ การที่สิ่งต่างๆอาศัยสิ่งหนึ่งปรุงอีกสิ่งหนึ่งเป็นวงจรต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตามที่เคยได้ยินกัน เช่น เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์ เป็นต้น – ผู้สรุป )  ท่านอธิบายว่า การขจัดความรู้สึกตัวกูของกู ตามหลักการนี้ คือ พิจารณาเสมอว่าตัวกูของกูเป็นเพียงมายา เป็นภาพลวงตา แล้วหมั่นปฏิบัติในการ ตัดตอนการปรุงแต่งเสียแต่แรกๆ เช่น ตัดตอนไม่ให้เกิดความรู้สึกพอใจ/ไม่พอใจ ตัดตอนไม่ให้เกิดความรู้สึกอยากมี อยากได้ เป็นต้น

19.     วิธีปฏิบัติตามหลักไตรลักษณ์  (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา – ผู้สรุป)  คือ การหมั่นพิจารณาให้เห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสเป็นเพียงมายา เป็นภาพลวงตา   และ อย่าตกเป็นทาสของอารมณ์รัก หรือ เกลียด  หากปฏิบัติได้เช่นนี้ เราก็จะมีชีวิตอยู่อย่างเกษม คือ อิสระและสงบเย็น

20.     วิธีปฏิบัติตามหลักขันธ์ 5 ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ –ผู้สรุป ) ท่านกล่าวถึงเฉพาะ สุขเวทนา คือ ความรู้สึกสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ฯลฯ โดยแนะให้หมั่นพิจารณาว่า ความรู้สึกสุขเป็นเหมือนลูกคลื่นที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ไม่ใช่ตัวจริง ท่านเห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกมีค่าอยู่ตรงที่ก่อให้เกิด ความรู้สึกเป็นสุข เช่น การเรียน การทำงาน การสะสมสมบัติ ฯลฯ ดังนั้น หากเราจัดการกับเรื่องสุขเวทนาให้ถูกต้องเพียงเรื่องเดียว ทุกเรื่องก็ถูกหมด การจัดการที่ถูกต้อง

ก็เช่นเดียวกับวิธีอื่นๆ คือ ควรหมั่นพิจารณาว่า สุขเวทนาเป็นมายา ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ หมายความว่า เมื่อเกิดความรู้สึกเป็นสุข ก็มองให้เห็นว่า เดี๋ยวมันก็จะแตกกระจายไปเช่นเดียวกันลูกคลื่น เมื่อเห็นเช่นนี้ เราก็จะไม่ตกเป็นทาสของสุขเวทนา ซึ่งรวมถึงการไม่เป็นทาสของทุกขเวทนา เช่นกัน

ท่านย้ำเตือนว่า ในการปฏิบัติตามแนวทางต่างๆนั้น ต้องระมัดระวังให้ดี มีสติสัมปชัญญะให้มาก ขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ  ซึ่งประเด็นนี้พระพุทธเจ้าได้กำชับพระพาหิยะ พระสงฆ์รูปหนึ่งว่าให้เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้ปรุงเวทนา หรือ ถ้าปรุงเป็นเวทนาแล้ว ก็อย่าให้ปรุงเป็นตัณหาก็ได้ ยังได้อีกทีหนึ่ง แล้วก็ไปสนใจเรื่องว่างเรื่องวุ่นให้มากที่สุด

21.     นิพพานชิมลอง กับ นิพพานถาวร ท่านได้กล่าวถึงนิพพาน ว่า เมื่อเราพอเข้าใจเรื่อง ว่าง และ วุ่น และหมั่นสังเกต ก็จะจับได้ว่า แท้จริงแล้ว เราก็มี ช่วงเวลา ‘ว่าง’ หรือ ‘มีสติปัญญา’ อยู่มาก  ในขณะที่ ช่วงเวลา ‘วุ่น’ หรือ ‘ความรู้สึกที่เป็นตัวกูของกู’ นั้น ก็มาเป็นพักๆ เกิดขึ้นทีไรก็เป็นทุกข์ ทุกที  แต่ในขณะที่ไม่เกิด ก็ไม่เป็นทุกข์ และเราก็มีช่วงเวลานั้นอยู่มาก แต่เรามักมองข้าม คือ มองข้ามนิพพานที่มีอยู่เองไปเสีย จึงมองไม่เห็นว่ามี ‘นิพพาน’

ท่าน เห็นว่า ความว่าง ที่มีอยู่เอง นั้น เป็น นิพพานน้อยๆ หรือ นิพพานชิมลอง ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับนิพพานถาวร เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างถาวร เพราะเรายังไม่สามารถป้องกันโรคหรือทำลายโรค ซึ่งจะแทรกเข้ามาเป็นพักๆได้

ท่านเห็นว่าคนที่ฉลาด หรือมีบุญจะรู้ว่า จิตโดยพื้นฐานแล้ว ‘ว่าง’ หรือ ‘นิพพาน’ อยู่เอง แล้ว ดังนั้น เราจึงควรระวังอย่าให้มีของใหม่เข้ามาแทรกแซง  เพียงแค่นี้เราก็ ’ว่าง’ ได้แล้ว แต่ต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมออย่าประมาท คอยจับให้พบความว่าง และ วุ่น ที่เกิดอยู่เป็นประจำวัน

22.     สรุปท้ายการบรรยาย  ท่าน สรุปปิดท้ายการบรรยาย ว่า ขอให้ทุกคนรู้จักโรค ทั้งทางกาย ทางจิต และ ทางวิญญาณ ให้ครบถ้วน แล้วแก้ไขเยียวยาทุกโรค ให้เป็นผู้ไม่มีโรค และได้ชื่อว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ที่แท้จริง

..................



Edited by yanid - 16 Sep 2016 at 14:39

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 04 Aug 2016 at 11:08



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [1/119]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [2/120]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [1/90]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [1/141]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/126]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [1/233]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/160]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/98]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/188]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/238]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/85]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/96]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/106]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/175]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/113]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [0/179]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/184]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/154]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [1/134]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [3/207]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/188]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [1/215]
Hallstatt 2016 [4/238]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [1/273]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/241]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/486]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/351]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/392]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/453]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/326]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [1/369]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/692]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/2197]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/379]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/267]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/746]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/303]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/271]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/358]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/268]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/284]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/524]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1147]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1516]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/2948]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/11924]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/757]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/205]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/179]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/153]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/168]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/149]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/171]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/134]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/146]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/180]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/484]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/286]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/319]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/384]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/281]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1040]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/444]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/445]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/475]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/399]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/806]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/455]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1303]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/642]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3552]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/444]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/353]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/644]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/339]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/454]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/461]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/621]
กรรมฐาน [6/885]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/509]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [10/699]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

April 2017
S M T W T F S
1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.148 seconds.