สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

·        ความเป็นมาและบทสรุป

บทนำ

ย่าเขียนสรุปเรื่องแก่นพุทธศาสน์ ใน www.diarylove.com     ไป 2 ตอน แล้ว เมื่อ เมย.และ พค.ปี 2559   ยังค้างอยู่อีกตอนหนึ่ง ตั้งใจจะทำให้แล้วเสร็จในช่วงเข้าพรรษานี้

อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านทบทวนสรุปเรื่องทั้งสอง แล้ว เห็นว่าน่าจะปรับปรุงให้น่าอ่านและทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นอีก พร้อมทั้งนำเรื่องที่ยังไม่ได้สรุปอีกเรื่องหนึ่งมารวม แล้วร้อยเรียงให้ต่อเนื่องกัน  สำหรับเรื่องที่เขียนไปแล้วก็จะยังคงไว้ตามเดิม แต่จะทำหมายเหตุเพิ่มแนะนำให้มาอ่าน เรื่องที่ปรับปรุงใหม่นี้ ซึ่งน่าจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ได้ดีขึ้น

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือแก่นพุทธศาสน์

ท่านพุทธทาสบรรยายธรรม 3 ครั้ง 3 เรื่องซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ตามการนิมนต์ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในเดือนธันวาคม 2504 และมกราคม 2505

คำบรรยายทั้ง 3 ครั้ง ว่าด้วย เรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  ความว่าง และ วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

ต่อมา ทางคณะแพทยศาสตร์ได้ดำเนินการถอดเทปคำบรรยายทั้งสามครั้ง แล้วนำไปจัดพิมพ์รวมกันเป็นหนังสือในปี 2505 ใช้ชื่อว่า แก่นพุทธศาสน์ เพื่อนำรายได้ไปร่วมบริจาคในการสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งท่านพุทธทาสกำลังดำเนินการอยู่ หลังจากนั้น ก็มีการจัดพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง เพื่อแจกเป็นธรรมทานบ้าง เพื่อจำหน่ายบ้าง โดยหลายสำนักพิมพ์

องค์การด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ( UNESCO of United Nations) ได้ตัดสินมอบรางวัลชนะเลิศหนังสือดีประจำปี 2508 ให้แก่หนังสือนี้

มีการแปลหนังสือนี้ เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก ในปี 2527 (ประมาณ 22 ปี หลังจากการบรรยายธรรมเรื่องดังกล่าวของท่านพุทธทาสฯ ) โดย พระธรรมวิจจโย (Dhammavicayo) ภิกษุชาวอังกฤษแห่งสวนโมกข์ฯเป็นผู้แปล เพื่อร่วมในการฉลองวันล้ออายุ ครบ 79 ปีของท่านพุทธทาสฯ และมูลนิธิสวนอุสม เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มในปี 2528 ในครั้งนั้นได้มีการแจกจ่ายหนังสือเป็นธรรมทาน หนังสือแปลฉบับนี้ ใช้ชื่อว่า Heart-wood from the Bo Tree

ประมาณ 10 ปีต่อมา ท่าน สันติกโร (Santikaro) ภิกษุชาวอเมริกัน แห่งสวนโมกข์ฯ ได้เป็นบรรณาธิการดำเนินการปรับปรุงและจัดพิมพ์หนังสือนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยได้รับอนุญาตและความร่วมมือจากผู้แปล รวมทั้งในระหว่างนั้นก็ได้รับความกรุณาจากท่านพุทธทาสในการอธิบายขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ครั้งนี้ใช้ชื่อหนังสือ ว่า Heartwood of the Bodhi Tree พิมพ์โดย Wisdoms Publications สหรัฐอเมริกา พิมพ์ครั้งแรกแล้วเสร็จในปี 2537 และครั้งที่สองในปี 2557 ( ค.ศ.1994 และ 2014) ปัจจุบันจำหน่ายในราคาเล่มละ $16.95  หรือ ถ้าสั่ง เป็น e-book ก็ราคาเล่มละ $11.99

ปัจจุบัน ยังมีการจำหน่ายหนังสือแปลเรื่องนี้ ทั้งจากสำนักพิมพ์โดยตรง จาก Amazon.com ทั้งที่เป็นหนังสือมือสองและหนังสือใหม่  และ ในประเทศไทยก็มีขายที่ร้าน Asiabook  จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Silkworm Books ในปี 2547 ราคา 325 บาท แต่ราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงบ้างเพราะพิมพ์มา 12 ปีแล้ว และทราบว่าขณะนี้เหลืออยู่เพียง 7 เล่ม

เท่าที่อ่านคร่าวๆ เห็นว่า คำภาษาอังกฤษที่ใช้ในการแปล การเรียบเรียงเรื่องโดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆในแต่ละเรื่อง และคำอธิบายขยายความ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระ รวมทั้งความหมายของภาษาบาลีที่ผู้แปลเลือกใช้ทับศัพท์ในบางคำ ช่วยให้เข้าใจเรื่องได้ง่ายขึ้น(บางช่วงอาจจะง่ายกว่าคำไทยที่ถอดเทปมาโดยตรง) จึงเห็นว่าเหมาะมากๆสำหรับคนไทยที่สนใจศาสนาพุทธ แต่คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

 

การทำความเข้าใจในหนังสือแก่นพุทธศาสตร์

ย่าซื้อหนังสือแก่นพุทธศาสน์ และเก็บไว้อย่างดีประมาณ 35 ปี  เพราะสมัยที่ซื้อใหม่ๆยังห่างไกลธรรมะ อ่านยังไงๆก็ไม่เข้าใจและง่วงนอนทุกครั้ง เพิ่งอ่านอย่างเข้าใจและซาบซึ้งในเนื้อหาสาระเมื่อปี 2557 และเมื่ออ่านซ้ำอีกทีในปี 2558 ก็เข้าใจได้เร็วขึ้น

ในปี 2559 จึงเรียบเรียงสาระสำคัญเป็นข้อๆและจัดทำบทสรุปสั้นๆของทั้ง 3 เรื่องในหนังสือแก่นพุทธศาสน์ เพื่อช่วยให้ตัวเองจำประเด็นสำคัญๆได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเผยแพร่ให้ผู้สนใจได้ทราบด้วยใน www.diarylove.com ซึ่งมีการ link กับ Google

การเผยแพร่ครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

1.   บทสรุปสั้นๆ ได้นำบทสรุปสั้นๆของการบรรยายทั้ง 3 ครั้งมารวมไว้ด้วยกันในตอนที่ 1/4 โดยใช้ชื่อว่า  ความเป็นมาและบทสรุป  เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดคร่าวๆ ( เผยแพร่ใน www.diarylove.com)

2.   สาระสำคัญ จากนั้นในสามตอนต่อไป จึงนำสาระสำคัญของแต่ละเรื่องที่เรียบเรียงเป็นหัวข้อ เพื่อให้ทราบรายละเอียดในแต่ละเรื่องได้มากขึ้นและเข้าใจง่ายขึ้น

( เผยแพร่ใน www.diarylove.com)

3.   รายละเอียดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าใจภาพรวม ของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดแล้ว  ขอแนะนำให้ทุกท่านตามไปอ่านรายละเอียดทั้งหมดใน หนังสือแก่นพุทธศาสน์อย่างน้อยก็อีกครั้งหนึ่ง  เพราะยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งท่านพุทธทาสตั้งใจจะเผยแพร่ให้ทุกคนได้ทราบและเข้าใจในช่วงเวลาสั้นๆ หนังสือเล่มนี้ยังมีวางขายทั่วไป ทั้งภาษาไทย (เช่นที่ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ) และภาษาอังกฤษ (เช่นที่ร้าน Asiabook)

 

บทสรุป เรื่องที่ท่านพุทธทาสบรรยายครั้งแรก

·        ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

 

1.   วัตถุประสงค์ ท่านพุทธทาสฯได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายธรรม โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า จะมีการนิมนต์ให้ท่านมาบรรยายต่อเนื่องจากครั้งนี้อีก ท่านจึงแจ้งให้ผู้ฟังทราบว่า ในโอกาสการบรรยายครั้งเดียวเป็นพิเศษ ท่านจึงเห็นสมควรกล่าวถึง ข้อสรุปความของหลักธรรมะจะเหมาะกว่าเรื่องอื่น โดยหวังว่าเมื่อผู้ฟังจับใจความสำคัญได้แล้ว ก็จะสะดวกในการศึกษาออกไปได้อย่างกว้างขวาง 

2.   พุทธศาสนายากเกินกว่าจะศึกษาหรือไม่  ท่านให้ข้อสังเกตว่า  เนื่องจากความรู้ทางพุทธศาสนาที่ไม่ใช่หลักขั้นมูลฐาน มีอยู่ไม่น้อย และจะพาให้ศาสนาค่อยๆเขวไปทีละน้อย จนกลายเป็นพุทธศาสนาใหม่ หรือกลายเป็นพุทธศาสนาเนื้องอก ที่งอกออกไปเรื่อยๆ เช่น เรื่องประวัติศาสตร์พุทธศาสนา พิธีรีตองต่างๆ เป็นต้น จึงทำให้ผู้ที่ยังจับใจความสำคัญของหลักธรรมะไม่ได้ สับสน และ รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาช่างมีเรื่องมากมายเกินกว่าที่จะจำได้ เข้าใจ หรือนำไปปฏิบัติ  ในประเด็นนี้ ท่านเน้นว่า ที่จริงแล้ว หลักพุทธศาสนาขั้นมูลฐาน มีส่วนที่เป็นหลักอยู่ไม่มาก ดังที่พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบระหว่างใบไม้ทั้งป่ากับใบไม้ในกำมือของพระองค์ว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีมาก เปรียบได้กับใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องที่จำเป็นที่ควรรู้ ควรนำมาสอน และนำมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้น มีไม่มาก เปรียบได้เท่ากับใบไม้กำมือเดียว

3.   จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา    ท่านแจ้งว่า จุดหมายที่แท้จริงของพุทธศาสนา มุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์ เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มุ่งไปสู่การดับทุกข์

4.   เหตุผลในคำสอนของพุทธศาสนา  ท่านอธิบายว่า คำสอนในพุทธศาสนาเพื่อมุ่งไปสู่การดับทุกข์ นั้น ล้วนมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง ซึ่งทุกคนสามารถเห็นและเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามใครอื่น

5.   หัวใจของพุทธศาสนา ท่านเกริ่นเกี่ยวกับคำสอนทางพุทธศาสนา ว่ามีเรื่องสำคัญๆและล้วนเป็นสัจธรรมหลายเรื่อง เช่น เรื่อง อริยสัจ 4  เรื่อง ไตรลักษณ์   เรื่อง การไม่ทำความชั่ว ทำดี และ ทำจิตให้บริสุทธิ์ ฯลฯ แต่ก็ยากจะชี้ชัดได้ว่า เรื่องใดเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตามในมุมมองของท่าน เห็นว่าในพระบาลี มัชฌิมนิกาย มีเรื่องหนึ่ง ที่ชี้ชัดถึงหัวใจของพุทธศาสนา  คือ มีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่า พุทธวจนะทั้งหมดของพระองค์ ถ้าจะสรุปให้สั้นๆ เพียงประโยคเดียวได้หรือไม่  พระพุทธเจ้าได้ตอบสั้นๆว่า “สัพเพ ธรรมา นาลัง อภินิเวสายะ” ซึ่ง แปลได้ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” 

ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้ย้ำว่า ถ้าใครได้ฟังข้อความข้อนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติตามข้อนี้ ก็คือ ได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติตามข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

ท่านพุทธทาสเห็นว่าคำตอบนี้ของพระพุทธเจ้า ได้รวมทั้งเรื่อง วิชา ปฏิบัติ และ ผลของการปฏิบัติ ไว้อย่างครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา

6.   ความเชื่อมโยงกันระหว่างแพทย์กับพระพุทธเจ้า  ในการบรรยายครั้งนี้ท่านได้จุดประกายความคิดในเรื่องที่เกี่ยวข้องแพทย์หรือนักศึกษาแพทย์ ด้วย โดยกล่าวถึงโรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบันว่า มีโรคทางกาย (physical disease) กับ โรคทางจิต (mental disease) ซึ่งหมายถึง โรคทางจิตที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บเช่นนี้   เมื่อเป็นโรคทางกายควรไปโรงพยาบาลทั่วไป แต่ถ้าเป็นโรคทางจิตก็ควรไปโรงพยาบาลที่รักษาโรคจิตโดยตรง เช่น โรงพยาบาลบ้านสมเด็จฯ เป็นต้น

ท่านได้เชื่อมโยงไปถึงโรคภัยไข้เจ็บในสมัยพุทธกาล ว่ามี 2 ประเภทเช่นกัน คือ โรคทางกาย กับ โรคทางจิต แต่ความหมายของโรคทางจิตต่างกับปัจจุบัน คือ โรคทางจิตสมัยนั้น หมายถึง โรคทางความคิด หรือ ทางกิเลสตัณหา และผู้ที่เป็นแพทย์รักษาโรคทางจิต ก็คือ พระพุทธเจ้า พระองค์จึงได้รับสมญานามหนึ่ง ว่าเป็นแพทย์ทางวิญญาณ

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ท่านพุทธทาส จึงขอบัญญัติคำใหม่ที่ใช้เฉพาะสำหรับศาสนาพุทธเท่านั้น โดยเปลี่ยนจากคำ โรคทางจิต เป็น โรคทางวิญญาณ  เพื่อแบ่งแยกคำให้แตกต่างกัน และตรงกับความหมายที่แท้จริง โดยขอใช้คำภาษาอังกฤษกำกับแยกไว้ให้ชัดเจนด้วยว่า spiritual disease ซึ่งไม่ได้หมายถึง วิญญาณภูตผีปีศาจ หรือ การถูกผีสิง  แต่หมายถึง วิญญาณหรือจิตในส่วนลึก  ที่ถือได้ว่าเป็นโรคด้วยอำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อวิชชา (ความไม่รู้) และ มิจฉาทิฎฐิ (ความเห็นผิด)

7.   โรคทางวิญญาณ  หมายถึง โรคทางความคิด หรือ ทางกิเลสตัณหา และ ทุกคนต่างก็มีกิเลส ตัณหา จึงกล่าวได้ว่า ทุกคนในโลกนี้ ล้วนเป็นโรคทางวิญญาณ

8.   การขยายตัวของโรคทางวิญญาณ  ท่านอธิบายว่า โรคนี้ มีเชื้ออยู่ที่ความรู้สึกในใจของเราทุกคน ว่าตัวเรา ว่าของเรา หรือ ตัวกู ของกู แล้วก็ทำไปตามอำนาจความเห็นแก่ตัว และ ต่อเนื่องเป็นความโลภ ความโกรธ และความหลง ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตัวเองและผู้อื่น  เราต่างได้รับเชื้อ  (หมายถึง อุปาทาน หรือ ความยึดมั่นถือมั่น) เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง ท่านได้ชี้แนะว่า หากสังเกตก็จะเห็นได้ด้วยกันทุกคน ว่า ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูนี่แหล่ะ คือ แม่บทของกิเลส

9.  การรักษาโรคทางวิญญาณ  ท่านแนะนำว่า การที่จะหายจาก โรคทางวิญญาณ ได้โดยเด็ดขาด คือ การว่างจากการยึดถือใน เรา และ ของเรา และมุ่งไปสู่ “ความว่างที่สุด” (นิพพาน)

ท่านได้ยกตัวอย่างวิธีการรักษาโรคทางวิญญาณไว้เพียง 3 วิธี  พอให้เข้าใจได้ชัดขึ้นและเหมาะสมกับเวลาในการบรรยาย คือ วิธีการตามหลักปฏิจจสมุปบาท วิธีการตามหลักไตรลักษณ์ และ วิธีการตามหลักขันธ์ 5

โดย ท่านได้อธิบายรายละเอียดในการปฏิบัติตามแต่ละวิธีด้วย ซึ่งแต่ละวิธีจะไม่แตกต่างกัน คือ ให้หมั่นนำความรู้ในแต่ละหลัก มาพิจารณาไปเรื่อยๆว่าทุกอย่างเป็นเพียงมายา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง การพิจารณาเช่นนี้บ่อยๆจนเกิดความรู้สึกที่แท้จริงว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน จะเป็นการตัดตอนความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตน ในที่สุดก็จะสามารถเข้าถึงความว่าง หรือ นิพพานได้โดยไม่ยาก

10.               นิพพานชิมลอง  ท่านให้ข้อมูลว่า หากหมั่นสังเกต ในเรื่องความว่าง และความวุ่นของจิต แล้ว จะรู้สึกได้ว่า แท้จริงแล้ว เราก็มี ช่วงเวลา ‘ว่าง’ อยู่มาก และ ความว่าง ที่มีอยู่เอง นั้น เป็น นิพพานน้อยๆ หรือ นิพพานชิมลอง ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับนิพพานถาวร เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างถาวร

11.               สรุปท้ายการบรรยาย ท่านสรุปปิดท้ายการบรรยาย โดยขอให้ทุกคนรู้จักโรค ทั้งทางกาย ทางจิต และ ทางวิญญาณ ให้ครบถ้วน แล้วแก้ไขเยียวยาทุกโรค ให้เป็นผู้ไม่มีโรค และได้ชื่อว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ที่แท้จริง

...................

บทสรุป เรื่องที่ท่านพุทธทาสบรรยายครั้งที่สอง

·        ความว่าง

 

1.  วัตถุประสงค์   ท่านแจ้งให้ผู้ฟังทราบว่า  ในการบรรยายครั้งแรก ท่านได้กล่าวถึงความว่างในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของพุทธศาสนา แต่โอกาสไม่อำนวยให้กล่าวถึงเรื่องนั้นโดยเฉพาะเพียงเรื่องเดียว เรื่องนี้จึงยังคลุมเครืออยู่ ในวันนี้จึงมีการจัดให้บรรยายเฉพาะเรื่อง ความว่างเพียงเรื่องเดียว

2.    “ความว่าง” เข้าใจได้ยากหรือไม่ ท่านให้ข้อมูลว่า ความว่าง  เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากที่สุดในบรรดาเรื่องของพุทธศาสนา เพราะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจได้ด้วยการเดา หรือ คาดคะเนตามความเคยชิน หรือ ตามกริยาอาการของคนธรรมดา อย่างไรก็ตามท่านได้แนะนำวิธีที่จะเข้าใจความว่างได้ง่าย ขึ้น คือ ให้หมั่นศึกษา สังเกต และพิจารณาความรู้สึกทั้งความสุขและความทุกข์ ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจตัวเอง เพราะเมื่อเราคอยสังเกตว่า ความคิดที่เดินไปในทางใดแล้วทำให้เราว่างจากความทุกข์ แล้ว เราจะมีความรู้ดีที่สุด และมีความเคยชินในการที่จะรู้สึก หรือ เข้าใจ หรือ เข้าถึงความว่างจากความทุกข์ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้เข้าใจเรื่องธรรมะได้ดีกว่าผู้ที่เพียงแต่อ่านเท่านั้น

3.   ที่มาของเรื่อง ความว่าง  ท่านได้เล่าถึงที่มาของเรื่อง ความว่าง ในสมัยพุทธกาล ว่า  มาจากคนกลุ่มหนึ่ง ขอรับธรรมะที่จะเป็นประโยชน์สุขเกื้อกูลตลอดไป พระพุทธเจ้า จึงกล่าวว่า  “ สุญญตัปปฏิสังยุตตา โลกุตตรา ธัมมา”  หมายความว่า ธรรมะที่จะเป็นประโยชน์สุขเกื้อกูลตลอดไป คือ ธรรมะที่อยู่เหนือวิสัยโลก ที่เกี่ยวกับสุญญตา  ท่านพุทธทาสอธิบายว่า  สุญญตา แปลว่า ความว่าง  หมายถึง ตัวความว่าง  ว่างจากความยึดมั่นว่าตัวเราหรือ ของเรา

4.  ความว่าง หรือ สุญญตา  หมายถึงอะไร  ท่านเห็นว่า คำ ความว่าง หรือ สุญญตา มีความหมายมากมาย หากไม่จำกัดขอบเขตให้ชัดเจนไว้แต่แรก อาจจะเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันได้ ดังนั้น ท่านจึงแจ้งว่าในการบรรยายครั้งนี้ มุ่งหมายเฉพาะ  ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ  มีของเรา  เท่านั้น

5.   ความหมายลึกๆของ “หัวใจพุทธศาสนา”   ท่านย้อนไปถึงการบรรยายครั้งแรก ที่ท่านสรุปว่า หัวใจของพุทธศาสนา คือ คำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ว่า   สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ  ซึ่งแปลได้ ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  นั้น

คราวนี้ ท่านได้ขยายความให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ว่า  สัพเพ ธัมมา หรือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง  นั้น หมายถึง ทุกอย่าง  ทั้งที่ไม่มีคุณค่าและมีคุณค่าสูงในความรู้สึกของแต่ละคน  เช่น ฝุ่นที่ไม่มีราคา  เพชร นิล จินดาราคาสูง  กามารมณ์ กระทั่งสิ่งที่สูงไปกว่า นั้น คือ ธรรมะ ปริยัติ( พุทธพจน์อันควรจะเล่าเรียน) มรรค (ข้อปฏิบัติถึงการดับทุกข์) ปฏิเวธ (ผลของการปฏิบัติ)    นิพพาน ฯลฯ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ไม่ควรถูกยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา หรือ ของเรา นี่คือ หัวใจของพระพุทธ ศาสนา

6.   หัวใจของพระพุทธศาสนากับความว่าง เกี่ยวข้องกันอย่างไร ท่านอธิบายว่า ในขณะใดที่จิตใจใครก็ตามไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดเลย นั้น หมายถึงว่า เขาถึงพร้อมในธรรมะทุกข้อตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูงสุด เช่น ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผลไปจนถึงระดับสูงสุดคือ นิพพาน  เป็นต้น นั่นคือ จิตใจของเขากำลังว่าง เข้าถึงความว่างจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงแล้ว

7.   ประโยชน์ของความว่าง ท่านได้ยกตัวอย่างพุทธภาษิตที่กล่าวถึงประโยชน์ของความว่างหลายอย่าง เช่น ถ้าใครเห็นโลกเป็นความว่างผู้นั้นจะมีอำนาจเหนือความทุกข์  ความว่างอย่างยิ่ง คือ นิพพาน นิพพานคือเครื่องนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง เป็นต้น

8.   ความสำคัญของเรื่องความว่าง   ท่านแจ้งว่า พระพุทธเจ้าได้ยืนยันว่า คำที่พระองค์กล่าว นั้น ต้องหมายถึงเรื่อง ความว่าง จะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นเลย นอกจากนี้ ท่านยังให้ข้อมูลด้วยว่า ความว่าง เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญและสอนมากกว่าเรื่องอื่นใด เป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างชัดเจน เพราะไม่มีศาสนาหรือลัทธิใดสอนในเรื่องนี้ นอกจากนี้ท่านยังยกตัวอย่างพุทธภาษิตเกี่ยวกับความว่าง  เป็นระยะๆหลายเรื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก  รวมทั้งได้อธิบายขยายความแต่ละเรื่องค่อนข้างละเอียด  เช่น ความหมายของความว่าง อาการของความว่าง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง กระบวนการกำจัดความยึดมั่นถือมั่น  นิพพาน เป็นต้น  รวมทั้งได้บอกเล่าถึงเรื่อง ธาตุต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและเข้าใจได้ยากยิ่งกว่าความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องความว่างอีกด้วย

9.   ความว่างกับการรักษาโรคทางวิญญาณ ( Spiritual Disease) ท่านได้ย้อนกล่าวถึงไปถึงการบรรยายครั้งแรก ที่ท่านได้เชื่อมโยงถึงการรักษาโรคต่างๆ ว่า หากเป็นโรคทางกาย(Physical Disease)  หรือ โรคทางจิต (Mental Disease ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอวัยวะต่างในร่างกาย ต้องไปรักษากับหมอทางกายและทางจิต  แต่หากเป็น โรคทางวิญญาณ (Spiritual Disease) ที่มาจากใจที่มีความ โลภ โกรธ หลง หรือ อวิชชา ต้องไปรักษากับแพทย์ทางวิญญาณ ซึ่ง สมัยพุทธกาลหมายถึงพระพุทธเจ้า  และท่านรักษาโรคนี้ด้วยธรรมะ ซึ่งความหมายรวม ก็หมายถึง ความว่าง หรือสุญญตา นั่นเอง

ท่านขยายความว่า ความว่าง เป็นทั้ง ยาแก้โรค และ  การหายจากโรค หมายความว่า ความรู้และการปฏิบัติจนทำให้เกิดความว่าง  นั้น คือ ยาแก้โรค  ส่วนความว่างจากความทุกข์หรือจากกิเลสที่ทำให้เกิดโรค ก็คือ การหายจากโรค นั่นเอง

10.  การเปรียบเทียบเรื่อง การยึดมั่นถือมั่น และ ความว่าง กับศาสนาอื่น  นอกจากบรรยายเรื่องความว่างในแง่มุมต่างๆค่อนข้างละเอียดแล้ว ท่านยังเชื่อมโยง เรื่องการยึดมั่นว่าตัวเราของเรา  และ ความว่าง  กับ ศาสนาอื่น เพื่อให้เห็นความจริงในเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น ว่า ในศาสนาอื่น เขามีตัวตนสำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น เรื่องการยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา จึงเป็นเรื่องถูกต้อง มีการสอนให้ เข้าถึงสภาพความเป็นตัวเราให้ได้  แต่พุทธศาสนา สอนต่างไปจากศาสนาอื่นๆ คือ สอนให้ละความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา

พุทธศาสนา สอนว่า การยึดมั่นว่าตัวเราของเรา  เป็นกิเลส (สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง) เป็นความโง่ เป็นความหลง  หลักปฏิบัติในทางพุทธศาสนา จึง สอนให้ละ ให้ทำลายความรู้สึกในการยึดมั่นถือมั่นฯ เสียให้หมด ให้เห็นสภาพเป็นอนัตตา คือ ความว่างจากตัวตนของสิ่งทั้งปวง   เพราะฉะนั้น คำสอน เรื่อง  อนัตตา  จึงมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น

11.  สรุปท้ายการบรรยาย ท่านสรุป ว่า ความว่าง คือ เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา  เป็นความรู้  เป็นการปฏิบัติ  และ เป็นผลของการปฏิบัติ เมื่อเข้าถึงความว่างได้ ก็หมดปัญหา  ประเด็นสำคัญ คือ ต้องจับความหมายทุกอย่างให้ถูกต้อง ตามที่ท่านได้ยกตัวอย่างและอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดแล้ว  ไม่ใช่ตีความหมายตามความเคยชิน ท่านจบการบรรยายด้วยการบอกว่า  ท่านมีหน้าที่อธิบายไปตามข้อมูลที่มีอยู่ แต่การทำความเข้าใจเรื่องความว่าง และการปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของผู้ฟังแต่ละคน

......................

บทสรุป เรื่องที่ท่านพุทธทาสบรรยายครั้งที่สาม

·        วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง

 

1.   วัตถุประสงค์ ท่านแจ้งว่า ครั้งนี้จะเน้นที่วิธีปฏิบัติ โดยอธิบายความหมายของเรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง  ว่า  หมายถึง การปฏิบัติเพื่อให้จิตว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวตน หรือ ว่าเป็นของตน ทุกลมหายใจเข้าออกต่อเนื่องตลอดเวลา หรือ กล่าวสั้นๆอีกนัยหนึ่งได้ว่า หมายถึง วิธีปฏิบัติอย่าให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนในร่างกายนี้

2.   ความว่างคืออะไร ในการบรรยายครั้งที่ 2 ท่านชี้แจงว่าคำ ความว่าง หรือ สุญญตา มีความหมายมากมาย หากไม่จำกัดขอบเขตให้ชัดเจนไว้แต่แรก อาจจะเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันได้ ดังนั้น ท่านจึงแจ้งว่า ในการบรรยายครั้งนั้น มุ่งหมายเฉพาะ  ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ  มีของเรา  เท่านั้น (ซึ่งเป็นการเน้นเฉพาะเรื่อง จิต เพียงอย่างเดียว – ผู้สรุป)

แต่  ในการบรรยายครั้งนี้ท่านได้ขยายขอบเขตของความหมาย  โดยเน้นถึงความว่างใน 2  สิ่ง คือ 1) สิ่งทั้งปวงหรือทุกสิ่ง   หมายความว่า ทุกสิ่งทั้งที่เป็น รูปธรรม และ นามธรรม  ตั้งแต่สิ่งที่มีอนุภาคเล็กสุด เช่น ฝุ่น เพชรพลอย จิตใจ ความนึกคิด จนถึงที่สุด คือ นิพพาน ล้วนแต่ว่างจากความมีตัวตน และ 2 ) จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร   หมายความว่า จิตเดิมนั้นว่างจากความมีตัวตน  แต่เนื่องจากจิตถูกห่อหุ้มจากสิ่งปรุงแต่งที่ได้รับ เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง  ได้กลิ่น ลิ้มรส และ สัมผัสทางผิวหนัง ฯลฯ  จิตจึงไม่ว่าง เมื่อใดที่จิตปลดเปลื้องความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงได้ทั้งหมด คือ ปฏิบัติอย่าให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนในร่างกายนี้คือ  จิตก็จะว่าง ได้ดังเดิม 

3.   การปฏิบัติที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึก ว่ามีตัวตนในร่างกายนี้  ท่านแนะนำว่า  ควรปฏิบัติใน 3 โอกาส  คือ   ในโอกาสปกติ   ในโอกาสที่มีสิ่งมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือผิวหนัง  และ ในโอกาสที่กำลังจะตาย

4.   การปฏิบัติฯในโอกาสปกติ ท่านเน้นว่า ควรปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการศึกษา  นั่นคือ ปฏิบัติเป็นประจำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  โดยจะศึกษาเอง หรือถาม  หรือปรึกษาหารือผู้อื่น ก็ได้ เพื่อให้เห็นแจ้งในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับความว่างยิ่งๆขึ้นไป  เช่น  สิ่งทั้งปวงว่างอยู่อย่างไร แล้วจิตนี้จะว่างได้อย่างไร จิตจะไม่หลงผิดในสิ่งทั้งปวงได้อย่างไร  เป็นต้น

5.   การปฏิบัติฯ ในโอกาสที่มี สิ่งอื่นมีกระทบประสาทสัมผัส เช่นรูป เสียง กลิ่น เป็นต้น   ท่านแนะนำสั้นๆตามที่เคยแนะนำในที่ต่างๆหลายครั้งแล้วว่า วิธีปฏิบัติคือ เมื่อมีผัสสะ(การกระทบ ) เกิดขึ้น ก็ให้จิตหยุดอยู่แค่นั้นอย่าคิดปรุงแต่งจนเกิดความยึดมั่นเป็น “ตัวกู ของกู” ขึ้นมา  แต่ ถ้าจิตยังไม่สามารถหยุดปรุงแต่งได้ทันทีที่มีการกระทบเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้ปรุงต่อไปแล้วไปหยุดที่เวทนา ( หมายถึง ความรู้สึกเช่น พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ) อย่าปล่อยให้คิดปรุงแต่งจนเกิดความยึดมั่นถือมั่น เป็น“ตัวกู ของกู”  ขึ้นมา

6.   การปฏิบัติฯในโอกาสที่กำลังจะตาย  ท่านแนะนำว่า จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ-ดับไม่เหลือ มาเป็นหลัก โดยในเวลาปกติควรหมั่นฝึกให้จิตใจน้อมไปในทางที่ไม่ยึดในถือมั่นในสิ่งใดอย่างแท้จริง เพื่อว่าเมื่อความตายมาถึงความรู้สึกถึงความว่างจะได้กลับมาโดยเร็วทันการณ์

7.   สรุปท้ายการบรรยาย   ท่านแนะนำว่า ควรมีการศึกษา  คิดปรึกษาหารือกัน คุยกัน ในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับความว่างเป็นประจำเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ  เมื่อเราเข้าใจเรื่องความว่างและปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยทำจิตใจให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงแล้ว จิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง  เป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู ไม่มีการเกิดมาอีก ไมมีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา-เป็นของเราขึ้นมาอีก ไม่นาน เรื่องพวกนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ แม้แต่การบรรลุนิพพานตามที่ท่านได้บรรยายมาแล้ว  นี่คือ วิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง

..............................

 

 



Edited by yanid - 04 Aug 2016 at 12:22

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 04 Aug 2016 at 10:26



chanyuan View Drop Down
Senior Member
Senior Member


Joined: 22 Feb 2017
Posts: 276
Post Options Edit Comment   Quote chanyuan Quote Direct Link To This Post Posted: 16 May 2017 at 08:28 - IP: 192.200.210.XXX
20170516caihuali
<
nike outlet
coach outlet
nike huarache
polo ralph lauren
true religion outlet
coach outlet online
oakley sunglasses
mbt shoes
cartier watches
nike trainers
mulberry bags
louis vuitton outlet clearance
gucci outlet
adidas shoes
michael kors canada
adidas trainers
jordan shoes
fitflops shoes
salomon shoes
michael kors outlet
polo ralph lauren
air max uk
coach outlet online
hermes birkin
bottega veneta outlet
christian louboutin outlet
true religion jeans
mont blanc pens
michael kors
swarovski crystal
michael kors outlet
cheap jerseys wholesale
fitflops sale
true religion jeans
louis vuitton outlet
cheap ray bans
oakley sunglasses
ray ban sunglasses
louis vuitton
kobe bryant shoes
mcm bags
true religion jeans
polo ralph lauren
coach outlet
christian louboutin shoes
longchamp outlet
michael kors handbags
louis vuitton handbags
ray bans
nike store
ray ban sunglasses
michael kors outlet
longchamp
louis vuitton
juicy couture outlet
borse louis vuitton
soccer jerseys
ray ban sunglasses
longchamp handbags
adidas outlet
hollister clothing
nike trainers
puma outlet
vans shoes
mulberry sale
michael kors outlet
rolex watches
coach outlet
nfl jerseys wholesale
tory burch outlet
longchamp handbags
tory burch outlet
oakley sunglasses
oakley sunglasses
kate spade handbags
cheap jordans
michael kors outlet online
coach factory outlet
christian louboutin outlet
gucci outlet
michael kors
nike outlet store
ralph lauren outlet
ray ban sunglasses
ralph lauren uk
kevin durant shoes
coach factory outlet
michael kors outlet
ralph lauren polo
rolex watches
oakley sunglasses
polo outlet
borse gucci
yeezy boost 350
michael kors
ferragamo shoes
burberry outlet
michael kors handbags
nfl jersey wholesale
louis vuitton outlet clearance
fghgfhdsf
Back to Top
DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [2/148]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [2/133]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [2/105]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [1/156]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/157]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [1/256]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/173]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/105]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/199]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/303]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/91]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/106]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/112]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/184]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/117]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [1/185]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/190]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/160]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [1/140]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [3/216]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/200]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [1/237]
Hallstatt 2016 [4/249]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [1/315]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/259]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/526]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/359]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/409]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/478]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/340]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [1/450]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/726]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/2315]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/394]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/286]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/842]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/311]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/278]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/366]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/279]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/291]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/551]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1210]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1561]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/3054]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/12229]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/803]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/208]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/181]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/155]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/170]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/155]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/183]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/136]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/148]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/182]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/509]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/293]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/327]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/399]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/289]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1097]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/457]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/474]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/489]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/406]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/822]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/467]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1333]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/650]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3600]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/447]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/355]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/646]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/340]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/456]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/463]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/624]
กรรมฐาน [6/888]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/510]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/702]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

May 2017
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.133 seconds.