แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ท่านพุทธทาสบรรยายธรรม 3 ครั้ง ให้สมาชิกชุมนุมศึกษาพุทธ (ศิริราช) ฟัง ต่อมาได้มีการถอดเทปคำบรรยาย และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ แก่นพุทธศาสน์  รายละเอียดตามที่ได้แจ้งไว้แล้ว ในแก่นพุทธศาสน์ 1/3

ครั้งนี้ เป็นการบรรยายธรรม เมื่อ 7 มกราคม 2505 ต่อเนื่องจากเรื่อง ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา  ซึ่งบรรยาย เมื่อ 17 ธันวาคม 2504 โดยในครั้งนั้น ท่านได้กล่าวถึงเรื่องความว่าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังมีบางประเด็นที่ไม่มีเวลาพอจะอธิบายให้ชัดเจนทุกประเด็น ทางชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) จึงนิมนต์ท่านมาบรรยายเพิ่มเติมเฉพาะเรื่อง ความว่าง

 

สรุปเรื่องความว่างในภาพรวม

         ท่านพุทธทาส ได้แจ้งให้ผู้ฟังทราบว่า ความว่าง  เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดในบรรดาเรื่องของพุทธศาสนา เพราะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ท่านได้แนะนำให้ทำความเข้าใจด้วยการหมั่นศึกษา สังเกต และพิจารณาความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจตัวเอง ซึ่งจะช่วยจะเข้าใจเรื่องความว่าง ได้ง่ายกว่าการศึกษาโดยวิธีอื่น

         ความว่าง (สุญญตา) หมายถึง ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ  มีของเรา   

ความว่าง เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญและสอนมากกว่าเรื่องอื่นใด

เป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างชัดเจน เพราะไม่มีศาสนา
 
หรือลัทธิใดสอนในเรื่องนี้
 

         ท่านพุทธทาสได้  ยกตัวอย่างพุทธภาษิตเกี่ยวกับความว่าง  เป็นระยะๆหลายเรื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก  รวมทั้งได้อธิบายขยายความแต่ละเรื่องค่อนข้างละเอียด  เช่น ความหมายของความว่าง อาการของความว่าง หลักปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง กระบวนการกำจัดความยึดมั่นถือมั่น  นิพพาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านยังบรรยายถึงเรื่อง ธาตุต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและยากขึ้น

ไปจากความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องความว่างอีกด้วย
 
        ท่านสรุป ว่า ความว่าง คือ เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา  เป็นความรู้  เป็นการ
 
ปฏิบัติ  และ เป็นผลของการปฏิบัติ เมื่อเข้าถึงความว่างได้ ก็หมดปัญหา  ประเด็น
 
สำคัญ คือ ต้องจับความหมายทุกอย่างให้ถูกต้อง ตามที่ท่านได้ยกตัวอย่างและ
 
อธิบายไว้แล้ว  ไม่ใช่ตีความหมายตามความเคยชิน เช่น นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
 
นิพพานคือ ความว่างอย่างยิ่ง เป็นต้น
 
       ท่านจบการบรรยายด้วยการบอกว่า  ท่านมีหน้าที่อธิบายไปตามข้อมูลที่มีอยู่ แต่
 
การทำความเข้าใจเรื่องความว่าง และการปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ประเด็นสำคัญของการบรรยาย   สรุปเป็นข้อๆเช่นเดียวกับการสรุปครั้งที่ 1/3 ได้ดังนี้

 
            1.  ท่านพุทธทาส ได้เกริ่นนำก่อนบรรยายรายละเอียด ว่า ความว่าง นั้น เป็น
                เรื่องที่เข้าใจยากที่สุดในบรรดาเรื่องของพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะเป็น
                เรื่อง หัวใจอย่างยิ่งของพุทธศาสนาสิ่งที่เรียกว่า หัวใจ นั้น หมายถึง สิ่งที่
                       ลึก ละเอียด สุขุม ประณีต ดังนั้น เรื่องความว่างซึ่งเป็นหัวใจอย่างยิ่ง
                ของพุทธ ศาสนา จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจได้ด้วยการเดา หรือ คาดคะเน
                       ตามความ เคยชิน หรือ ตามกริยาอาการของคนธรรมดา

 

  2.   วิธีทำความเข้าใจ “ความว่าง”   อย่างไรก็ตามท่านพุทธทาสได้ปลอบใจ

             
             ผู้ฟังไม่ให้ท้อถอยตั้งแต่แรก โดยแนะนำวิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่จะทำ
 
             ความเข้าใจเรื่องความว่าง ได้ง่ายขึ้น ว่า ต้องตั้งใจศึกษาอย่างสม่ำเสมอ
 
             นั่นคือหมั่นสังเกตสนใจ และ หมั่นสังเกตพิจารณา เมื่อมีความทุกข์หรือ
 
             ความสุขเกิดขึ้นในใจ  เพราะตั้งแต่เกิดจนตาย ใจของเราทุกคนย่อมได้
 
             สัมผัสทั้งความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข  และความเข้มแข็งขึ้นจนเป็นปกติ  ดัง
 
             นั้น หากเราคอยสังเกตว่า ความคิดที่เดินไปในทางใดแล้วทำให้เราว่างจาก
 
             ความทุกข์ อย่างนี้แล้ว จะมีความรู้ดีที่สุด และมีความเคยชินในการที่จะรู้สึก
 
             หรือ เข้าใจ หรือเข้าถึงความว่างจากความทุกข์ได้มากขึ้น

 

3.   ท่านย้ำว่า ผู้ที่คุ้นเคยกับการสังเกตในเรื่องทางจิตใจเท่านั้นที่จะเข้าใจธรรมะ

           ได้ดี ผู้ที่เพียงแต่อ่านๆ ไม่สามารถจะเข้าใจธรรมะได้ บางทียิ่งไปกว่านั้น คือ
           จะฝั่นเฝือไปด้วย แต่ถ้าเป็นผู้ที่พยายามสังเกตเกี่ยวกับจิตใจของตัวเอง โดย
           เอาเรื่องจริงในใจตัวเองเป็นเกณฑ์อยู่เสมอแล้ว ย่อมไม่มีทางจะฝั่นเฝือ
           จะเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ และความดับทุกข์ ได้ดี และในที่สุดก็จะ
           เข้าใจธรรมะ คือ แม้จะไม่อ่านหนังสือ ก็จะรู้เรื่องดี ซึ่งท่านใช้คำภาษา
           อังกฤษให้สอดคล้องกับโรคต่างๆ ตามที่ท่านจะอธิบายต่อไปว่า มี Spiritual
                experience  มาก
 
      4.   ความเกี่ยวข้องและแตกต่างกันระหว่าง แพทย์ทั่วไป กับแพทย์ทางวิญญาณ
 
          ท่านพุทธทาส ค่อยๆ ขยายความเกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ  โดย ย้อนกล่าว
 
          ไปถึงคำบรรยายครั้งที่แล้ว ซึ่งท่านได้อธิบายความหมายและทำความเข้าใจ
 
              กับผู้ฟังเกี่ยวกับโรคต่างๆ ว่า โรคทางกาย ( Physical Disease) และ โรค
 
          ทางจิต (Mental Disease) ซึ่งสืบเนื่องมาจากร่างกาย นั้น ผู้รักษาคือ
 
          แพทย์ทางกายและทางจิต  แต่หากเป็นโรคทางวิญญาณ ซึ่งท่านขอใช้คำ
 
          ภาษาอังกฤษว่า Spiritual Disease และอธิบายว่า คือ โรคที่เกิดขึ้นกับใจ
 
          ทั้งที่เป็นความทุกข์หรือความสุข ซึ่งมาจาก ความหลงหรือ อวิชชา นั้น
 
          ผู้รักษาโรคนี้ คือ แพทย์ในทางวิญญาณ ซึ่งพระอาจารย์ในสมัยโบราณ
 
          กาลหมายถึง พระพุทธเจ้า
 
      5.   การรักษาโรคทางวิญญาณ  ท่านแนะนำว่าต้อง รักษาด้วยธรรมะ ซึ่งความ
 
          หมายรวมของธรรมะในที่นี้   ก็คือ ความว่าง  ซึ่ง        ภาษาบาลี เรียกว่า
 
          สุญญตา นั่นเอง
 
     6.     ท่านขยายความหมายของ ความว่าง  ในเบื้องต้นเพิ่มเติมว่า  ความว่างนั้น
 
          เป็นทั้ง ยาแก้โรค และ เป็นทั้ง การหายจากโรค หมายความว่า ความรู้และ
 
          การปฏิบัติจนทำให้เกิดความว่าง  นั้น คือ ยาแก้โรค  ส่วนความว่างจากความ
 
          ทุกข์หรือจากกิเลสที่ทำให้เกิดโรค ก็คือ การหายจากโรค นั่นเอง
 
     7.   ที่มาของเรื่อง ความว่าง  ท่านได้เล่าถึงที่มาของเรื่อง ความว่าง(สุญญตา)  ว่า
 
          มาจากการที่ ครั้งหนึ่งฆราวาส และ คหบดี พวกหนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และ
 
          ทูลขอร้องที่จะได้รับธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้า
 
          จึงกล่าวว่า  “ สุญญตัปปฏิสังยุตตา โลกุตตรา ธัมมา”  แปลว่า ธรรมทั้งหลาย
 
          อยู่เหนือวิสัยโลก ที่เนื่องเฉพาะอยู่ด้วยสุญญตา ( หมายความว่า ธรรมะที่จะ
 
          เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน คือ ธรรมะที่อยู่เหนือวิสัยโลก  ได้แก่
 
          ธรรมะที่เกี่ยวกับ ความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราของเรา-  ผู้ทำสรุป)
 
    8.     ความสำคัญของเรื่องความว่าง   ท่านพุทธทาสแจ้งว่า พระพุทธเจ้าท่านทรง
 
         ยืนยันว่า คำที่พระองค์กล่าว (ตถาคตคติ) นั้น ต้องหมายถึงเรื่อง ความว่าง จะ
 
         โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นเลย เป็นคำสั้นๆและระบุตรง
 
        ไปยังเรื่องของ ความว่าง ว่างจากทุกข์ และว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด
 
         ความทุกข์ เป็นส่วนสำคัญ
 
     9.   คำจำกัดความของ ความว่าง  เนื่องจากคำ ความว่าง หรือ สุญญตา มีความ
 
         หมายมากมาย หากไม่จำกัดขอบเขตให้ชัดเจนไว้แต่แรก อาจจะเกิดความเข้า
 
        ใจไม่ตรงกันได้ ดังนั้น ในการบรรยายครั้งนี้ ท่านพุทธทาส จึงแจ้งว่า จะมุ่ง
 
        หมายวินิจฉัยเฉพาะ  ความว่างจากความทุกข์  ความว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้
 
        เกิดทุกข์   และ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ  มีของเรา  เท่านั้น

 

10.            ตัวอย่างและความหมายของพุทธภาษิตเกี่ยวกับความว่าง   ท่านพุทธทาสคาดว่าน่าจะมีการถามถึงหลักพระพุทธภาษิตเกี่ยวกับเรื่อง ความว่าง ท่านจึงนำตัวอย่างมากล่าวถึงและอธิบายความหมาย พอสังเขป รวมทั้งได้อธิบายเพิ่มเติม ถึงความหมายที่แตกต่างกันระหว่างคำ ความว่าง ความว่างอย่างยิ่ง  นิพพาน และ ความสุขอย่างยิ่ง ด้วย ดังนี้

10.1    สุญญโต โลกัง อเวกขัสสุ โมฆะราช สทา สโต หมายความว่า เธอจงมองดูโลกด้วยความเป็นของว่าง มีสติอย่างนี้ทุกเมื่อ (และเมื่อเธอมองเห็นโลกอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ความตายก็จะค้นหาตัวเธอไม่พบ) หรือ ความหมายอีกนัยหนึ่ง คือ ถ้าใครเห็นโลกเป็นของว่างอยู่แล้ว ผู้นั้นจะอยู่เหนืออำนาจของความทุกข์ ซึ่งมีความตายเป็นประธาน

ท่านพุทธทาส เห็นว่า การที่พระพุทธเจ้า กำชับให้ดูโลก เห็นโลก ว่าเป็นของว่างนั้น เป็นสิ่งสูงสุดอยู่แล้ว ถ้าใครอยากจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ หรือ ความตาย ก็ให้ดูโลก หรือ สิ่งทั้งปวงให้ถูกต้อง ตรงตามที่เป็นจริง คือ ว่างจากความมีตัวเราหรือของเรา

10.2   อานิสงส์ (ประโยชน์) ของความว่าง คือ พระพุทธสุภาษิตที่ว่า  นิพพานัง ปรมัง สุญญัง  ซึ่งแปลว่า ความว่างอย่างยิ่ง (นั่นแหล่ะ) คือ นิพพาน 

10.3    ท่านขยายความ ข้อ 10.2 ว่า หมายถึง การว่างที่เป็นการดับหมดของ สิ่งที่ลุกโพลงๆอยู่ หรือ ของสิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเป็นกระแส เป็นสาย เป็นวงกลม ฯลฯ อยู่ จึงจะเรียกว่า ดับอย่างยิ่ง ดังนั้น ว่างอย่างยิ่ง กับ ดับอย่างยิ่ง จึงเป็นสิ่งเดียวกัน

10.4    อานิสงส์ (ประโยชน์) ของความว่างอีกข้อหนึ่ง ที่ท่านยกตัวอย่าง คือ นิพพานัง ปรมัง สุขัง ซึ่งท่านแปลความหมายให้ชัดเจนปราศจากข้อสงสัยและต่อเนื่องกับ

พระพุทธสุภาษิตข้อ 10.2ไว้ว่า  นิพพาน (ความว่างอย่างยิ่ง) คือ เครื่องนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง

10.5    ท่าน เน้นว่า ความว่างที่ไม่ใช่อย่างยิ่ง นั้นมีอยู่ เช่น ความรู้เรื่องความว่าง  การเข้าถึงความว่างที่ยังไม่สมบูรณ์  หรือ ไม่ถูกต้องเต็มที่ ฯลฯ กรณีดังกล่าว ไม่ถือว่า เป็นความว่างอย่างยิ่ง (นิพพาน)

10.6   การเข้าถึง ความว่างอย่างยิ่ง(นิพพาน) หรือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนิพพาน นั้น จะต้องเข้าถึงด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งเต็มที่จนไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน หรือ ของตนโดยประการทั้งปวงจริงๆ จึงจะเรียกว่า ความว่างอย่างยิ่ง (ปรมัง สุญญัง)

10.7   สำหรับประเด็นข้อ 10.4 ที่ว่า  นิพพานเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง นั้น ท่านทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า  เป็นการพูดโดยสมมติ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจ เพราะคนทั่วไปหลงใหลในความสุข จึงใช้คำว่าเป็น สุขอย่างยิ่ง แต่แท้ที่จริงแล้ว นิพพาน เป็นยิ่งกว่าความสุข เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความสุขหรือทุกข์ที่คนทั่วไปรู้จักและเข้าใจกันอยู่

10.8    ดังนั้น ความสุขอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และ ธรรมารมณ์ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป จึง ไม่ใช่ความสุขอย่างยิ่งที่เป็นนิพพาน หรือ ความว่างอย่างยิ่ง

 

11.            พระพุทธสุภาษิตที่แสดงถึงหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง  และคำอธิบายในรายละเอียด  ท่านพุทธทาสเห็นว่า เรื่องนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และท่านได้กล่าวไว้แล้วในการบรรยายตอนที่ 1 คือ  สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ  ซึ่งแปล ว่า ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  หรือ อธิบายขยายความได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ( คือ ไม่ยกเว้นใครเลย) ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา หรือ ของเรา

 

12.         สำหรับครั้งนี้ ท่านได้อธิบายโดยเพิ่มรายละเอียดว่า ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา หรือ ของเรา ในสิ่งใดๆทุกอย่าง นับตั้งแต่ฝุ่นที่ไม่มีราคา จนถึงวัตถุที่มีค่า เช่น เพชร นิล จินดา กระทั่งกามารมณ์ กระทั่งสิ่งที่สูงไปกว่า นั้น คือ ธรรมะ ปริยัติ( พุทธพจน์อันควรจะเล่าเรียน) มรรค (ข้อปฏิบัติถึงการดับทุกข์) ปฏิเวธ (การรู้ทะลุปรุโปร่ง)  ผล  นิพพาน ไม่ว่าอะไรก็ตาม ไม่ควรถูกยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา หรือ ของเรา นี่คือ หัวใจของพระพุทธ ศาสนา

 

13.             ท่านได้ยกตัวอย่างถึงความแตกต่างระหว่าง การปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น กับ พิธีการ ว่า ในขณะใด ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีจิตใจปราศจากความยึดมั่นถือมั่น อยู่นั้น ในขณะนั้น เขาเป็นผู้ที่เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีทาน มีศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ตามลำดับ  คือ มีหัวใจว่างจากกิเลสและความทุกข์ จิตใจกำลังว่าง กำลังเข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ โดยไม่จำเป็นต้อง กล่าวคำ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องของพิธีกรรม เป็นเรื่องภายนอก เลย

 

14.            จากนั้นท่านได้อธิบายความหมายของสภาวะจิตของผู้ที่เข้าถึง ความว่างอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ตามลำดับ  ซึ่งสรุปความได้ว่า ในขณะที่มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตนอย่างแท้จริง (ปรมัง สุญญัง)  ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเข้าถึงทุกเรื่องอย่างถึงที่สุดแล้ว

 

15.            ท่านเน้นว่า การไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้น หมายถึงไม่ยึดมั่นในทุกสิ่งอย่างแท้จริง ที่สุดแม้แต่ความว่างอย่างยิ่ง(นิพพาน) ก็ยึดไม่ได้ ถ้ายึดก็ไม่ถูกต้อง เพราะ นิพพานเองก็เป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับทุกสิ่ง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกอย่างเป็น ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ

 

16.            ท่านขยายความคุณสมบัติของ ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ ว่า  เป็นสิ่งที่ทรงตัวอยู่ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2  ประเภท คือ

16.1    สิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงมีการปรุงแต่งได้  (หมายถึง  ทุกอย่าง ยกเว้น นิพพาน –ผู้ทำสรุป)

16.2    สิ่งที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึง พระนิพพาน หรือ ความว่างอย่างยิ่ง อย่างเดียวเท่านั้น

 

17.            ท่านยกตัวอย่างธรรมะประเภทหนึ่ง (ตามข้อ 16.1) ว่า เป็น อวิชชา หรือความหลงผิด เป็นสิ่งที่ได้รับการอบรมมาตั้งแต่เด็ก ตามสภาพสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตน ของตน เช่น พ่อแม่ของตน บ้านเรือนของตน สมบัติของตน ฯลฯ  ไม่เคยได้รับการอบรมเรื่อง ความไม่มีตัวตน ของตน จนเกิดเป็นสัญชาตญาณแห่งการยึดมั่นถือมั่น ผลคือ เกิดเป็นความทุกข์  เป็นความกดทับ บีบคั้น ร้อยรัด พัวพัน หุ้มห่อ เสียบแทง เผาลน ซึ่งเป็นอาการของความทุกข์ทั้งนั้น

 

18.            ท่านสรุปว่า เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่น ไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือ ชั่ว ก็ตาม ล้วนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ทั้งนั้น  แม้จะเป็นด้านดี ก็ยังเป็นความทุกข์ตามแบบของคนดี เพราะยังเข้าไม่ถึงความว่าง ยังมีความวุ่นอยู่  ต่อเมื่อมีความว่าง และอยู่เหนือดี จึงจะไม่ทุกข์

 

19.            ท่านย้ำถึงหลักใหญ่ของพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่า การกำจัดความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวตน ของตน ซึ่งเป็นไปตามพุทธพจน์ที่ว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

 

20.            กระบวนการกำจัดความยึดมั่นถือมั่น  ท่านได้ลองตั้งคำถามแทนผู้ฟังว่า หากว่าเราเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่น แล้ว ควรทำอย่างไร ใครจะช่วยได้ จากนั้นจึงเฉลยว่า เมื่อทุกอย่าง เป็นธรรมะ ก็ต้องอาศัยกลไกที่เป็นไปได้ของธรรมะ ซึ่งอาจจะเรียกว่า  บุญ หรือ บาป ของแต่ละคน กล่าวคือ หากจิตใจของใครกระทบโลกไปในทางที่ก่อให้เกิดสติปัญญา เช่นนี้เรียกว่าเป็น บุญ แต่หากจิตใจของใครกระทบโลกไปในทางความโง่ ความหลงมากขึ้น อย่างนี้ ก็เป็นบาป

 

21.            ทุกคนมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และ กระทบ กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ ธรรมารมณ์ เท่าเทียมกัน  แต่บางคนกระทบแล้วแยกเดินไปในทางฉลาด (เป็นบุญ) บางคนแยกเดินไปในทางไม่ฉลาด (เป็นบาป)

 

22.            ในขณะเดียวกัน ธรรมะก็เป็นเครื่องคุ้มครองคน ด้วย คือ เมื่อบางคนทราบด้วยตนเองว่าได้รับความทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มักจะหลาบจำ ไม่ทำผิดซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตัวเองทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเปรียบได้กับการที่ถูกไฟเผาลึกจนไม่รู้สึกตัวว่าไฟนั้นร้อน แต่กลับหลงว่าไฟนั้นน่ารัก น่าปรารถนา

วิธีที่จะแก้ไข มีทางเดียว คือ ต้องรู้จักธรรมะที่ตัวเองยึดมั่นอยู่ว่า สิ่งนั้นเป็นไฟ เป็นไฟเผาใจ เมื่อใดที่สามารถรู้จักได้ด้วยตัวเองว่า สิ่งนั้นเป็นไฟ และไม่ยอมจับต่อไปแล้ว ก็จะเป็นไปในทางสติปัญญา ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายไว้ว่า เมื่อเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นเมื่อใด จิตก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้น  รวมทั้งยังตรัสไว้ในโอกาสอื่น แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยว่า  เมื่อใดเห็นความว่าง (จากตัวตน) เมื่อนั้นจึงจะพอใจในนิพพาน

 

23.            ท่านย้ำว่า สิ่งทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประเภท 16.1 คือ เปลี่ยนแปลงและปรุงแต่งได้ หรือ 16.2 คือ ไม่เปลี่ยนแปลง ปรุงแต่งไม่ได้ ก็ตาม ทั้งหมดเป็น ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ หรือ เป็น ธรรมดา ซึ่งตามภาษาบาลีว่า ตถตา คือ เป็นอย่างนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้น เมื่อทุกอย่างเป็น ธรรมะ เป็นธรรมชาติเท่านั้นแล้ว จะไปยึดถือว่า เป็นเรา เป็นของเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ธรรมะแท้ จะต้องว่างจากตัวตนทั้งหมด ธรรมะ เป็น สิ่งเดียวกับ ความว่าง คือ ว่างจากตัวตน นั่นเอง

 

24.            การเปรียบเทียบเรื่อง การยึดมั่นถือมั่น และ ความว่าง กับศาสนาอื่น ท่านเชื่อมโยง เรื่องการยึดมั่นว่าตัวเราของเรา (บาลี คือ อัตตวาทุปาทาน)   กับ ศาสนาอื่น เพื่อให้เห็นความจริงในเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น ว่า ในศาสนาอื่น เขามีตัวตนสำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น เรื่องการยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา จึงเป็นเรื่องถูกต้อง มีการสอนให้ เข้าถึงสภาพความเป็นตัวเราให้ได้  แต่พุทธศาสนา สอนต่างไปจากศาสนาอื่นๆ คือ สอนให้ละความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา

พุทธศาสนา สอนว่า การยึดมั่นว่าตัวเราของเรา (บาลี คือ อัตตวาทุปาทาน) เป็นกิเลส (สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง) เป็นความโง่ เป็นความหลง  หลักปฏิบัติในทางพุทธศาสนา จึง สอนให้ละ ให้ทำลายความรู้สึกในการยึดมั่นถือมั่นฯ เสียให้หมด ให้เห็นสภาพเป็นอนัตตา คือ ความว่างจากตัวตนของสิ่งทั้งปวง   เพราะฉะนั้น คำสอน เรื่อง  อนัตตา  จึงมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น

 

25.            อาการของ ความว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราของเรา  ท่านพุทธทาสอธิบายเรื่องนี้โดยอ้างอิงถึงพระพุทธภาษิตในพระสูตร ซึ่งแปลสรุปเป็นไทยได้ 2 คู่ คือ

25.1    รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา และ ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ก็ไม่มีว่าเป็นตัวเรา

25.2     รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเรา และ ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ก็ไม่มีว่าเป็นของเรา

ทั้งสองข้อนี้ มีคำสรุปง่ายๆของอาจารย์ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นภาษาบาลี  ซึ่งท่านพุทธทาส แปลเป็นไทยว่า ไม่เห็นว่าเป็นตัวตน และ ไม่เห็นว่าเป็นของตน

 

26.         ท่านพุทธทาส แสดงความห่วงใยในความเข้าใจไม่ถูกต้องของข้อ 25  คือ หากมีการพูดว่า อาการดังกล่าวแสดงว่า จิตเข้าถึงความว่าง หรือ  จิตได้ลุถึงความว่าง แล้ว อาจทำให้เข้าใจได้ว่า จิตอย่างหนึ่ง และ ความว่างอย่างหนึ่ง  ท่านย้ำว่า  แท้จริงแล้ว จิตกับความว่างเป็นสิ่งเดียวกัน  คือ  ตามธรรมชาติ จิตว่างจากตัวตนและของตนอยู่แล้ว แต่เพราะความโง่ที่เข้ามา ทำให้ไม่เห็นว่าจิตของเราว่าง  ดังนั้น  เมื่อความโง่ออกไป  จิตกับความว่างก็เป็นสิ่งเดียวกันเช่นเดิม

 

27.            นอกจากนี้ ในพระสูตร ยังมีข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า สุญญตา คือ นิพพาน นิพพาน คือ สุญญตา  อีกด้วย ซึ่งท่านพุทธทาสได้ขยายความให้ชัดเจนขึ้นว่า ในขณะใดที่เรามีจิตว่างจากจากตัวตนของตนอยู่บ้าง เช่น ในขณะที่ทุกคนมีใจจรดจ่ออยู่กับคำบรรยายเรื่องจิตว่างของท่าน และขณะนั้นใจไม่ว่อกแว่ก ไม่เกิดความรู้สึกถึงตัวตนและของตน ก็ถือได้ว่า ทุกคนอยู่ในขอบวงของนิพพาน  แม้จะยังไม่เด็ดขาดสมบูรณ์ ก็ถือว่าในขณะนั้น เป็นนิพพาน แล้ว

 

28.            ธาตุต่างๆในพุทธศาสนา กับ ความว่าง  ช่วงท้ายของการบรรยายท่านพุทธทาส ได้กล่าวถึงการศึกษาเรื่องความว่างในระดับที่สูงกว่าที่กล่าวมาแล้ว โดย กล่าวถึง เรื่องธาตุ ซึ่งมาจากรากศัพท์เดียวกับ ธรรมะ คือ มาจาก ธร ซึ่งแปลว่า สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ เช่นกัน

ท่านสรุปว่า ธาตุ ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะมีมากมาย แต่ก็เป็นเพียง เรื่องของวัตถุ หรือ รูปธาตุ เท่านั้น แต่ทางพุทธศาสนา มีธาตุ  3 ประเภท คือ  รูปธาตุ  อรูปธาตุ (หรือ นามธาตุ)  และ นิโรธธาตุ (หรือ นิพพานธาตุ หรือ อมตธาตุ หรือ สุญญตธาตุ) ซึ่งหมายความว่า นอกจากรูปธาตุ ที่เราคุ้นเคยกัน 4 ธาตุ  คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ  แล้ว ยังมีธาตุที่ควรทราบเพิ่มไปจากนั้นอีก คือ ธาตุที่ไม่ปรากฎเป็นรูป คือ วิญญาณธาตุ (เกี่ยวกับจิตใจ) อากาศธาตุ (เกี่ยวกับช่องว่างในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องปากฯลฯ)  และ นิโรธธาตุ (หรือ นิพพานธาตุ หรือ อมตธาตุ หรือ สุญญตธาตุ)

 

29.            ท่านเชื่อมโยงระหว่างเรื่องธาตุ 3 ประเภท กับ ความว่าง ว่า  ความยึดมั่นฯ เป็น รูปธาตุ และ อรูปธาตุ ส่วนความว่างจากความยึดมั่นฯ นั้น เป็น นิโรธธาตุ

 

30.            นอกจากนี้ ท่านยังเปรียบเทียบให้เข้าใจ เรื่องความว่าง ได้ชัดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับอารมณ์ ว่า คนเราจะมี  2 อารมณ์หลัก คือ พอใจ กับ ไม่พอใจ ทั้ง 2 อารมณ์นี้ ถือว่า ทำให้เกิดความวุ่น ตลอดเวลา ไม่มีความว่าง หากจะให้ว่าง ก็ต้องทำตัวให้อยู่เหนือความวุ่น  หรือ ถ้าเปรียบกับธาตุ ก็คือ มาอยู่กับธาตุว่าง หรือ นิโรธธาตุ นั่นเอง

 

31.            จากนั้นท่านได้ไล่เรียงลำดับของการละหรือการทำลายตัวตนของตน ตั้งแต่ระดับแรกเริ่มไปจนถึงระดับสูง คือ กาม รูป กุศลกรรม และนิพพาน(สุญญตา)

 

32.            ท่านยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับพุทธสุภาษิต พระพุทธเจ้าและความว่าง ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงสภาวะจิตของพระพุทธเจ้าได้ชัดขึ้นด้วย คือ  สุญญตาคือมหาปุริสวิหาร  แปลว่า ความว่างนั่นแหล่ะคือวิหารของพระมหาบุรุษ ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธเจ้า ได้บอกเล่าไว้ว่า พระองค์อยู่ด้วยความว่าง เช่น ในขณะที่กำลังแสดงธรรมสอนคน จิตของท่านก็ว่างอย่างยิ่งจากตัวตนและของตน หรือ ยามว่าง ยามพักผ่อน ท่านก็อยู่ด้วยความว่างอย่างยิ่งจากตัวตนและของตน

 

33.            นอกจากนี้ ท่านพุทธทาส ยังบรรยายคร่าวๆเกี่ยวกับ ความว่าง อีกหลายเรื่อง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องความว่างในแง่มุมต่างๆได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เช่น ความว่าง  3 ประเภท ( ประเภทว่างอย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ประเภทที่ว่างแบบยังกลับไปกลับมาได้ และ ประเภทที่ว่างแบบประจวบเหมาะกับสภาพแวดล้อม )   คำบาลีที่ใช้เรียก ความว่างระดับต่างๆ  ลักษณะของความว่าง 6 ระดับ  เป็นต้น

 

34.            ท่านสรุป ว่า ความว่าง คือเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา  เป็นความรู้  เป็นการปฏิบัติ  และเป็นผลของการปฏิบัติ เมื่อเข้าถึงความว่างได้ ก็หมดปัญหา  ประเด็นสำคัญ คือ ต้องจับความหมายทุกอย่างให้ถูกต้อง ตามที่ท่านได้ยกตัวอย่างและอธิบายไว้แล้ว  ไม่ใช่ตีความหมายตามความเคยชิน เช่น นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นิพพานคือ ความว่างอย่างยิ่ง เป็นต้น

 

35.         ท้ายการบรรยาย ท่านพุทธทาสบอกว่า  ท่านมีหน้าที่อธิบายไปตามข้อมูลที่มีอยู่ แต่การทำความเข้าใจเรื่องความว่าง และการปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

......................

****เรียน ท่านผู้สนใจ....ขณะนี้ย่าได้ปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอเรื่องแก่นพุทธศาสน์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้อ่านง่ายและเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ กรุณาคลิกดูได้ใน diarylove ของ yanid วันที่ 4 สิงหาคม 2559 ค่ะ...yanid



Edited by yanid - 04 Aug 2016 at 11:02

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 06 May 2016 at 19:19



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/236]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/234]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/284]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/199]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/190]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/246]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/174]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/917]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/923]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/659]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/338]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/631]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/444]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/349]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/212]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/339]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/891]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/197]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/154]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/167]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/262]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/201]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/691]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/290]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/244]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/199]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/398]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/408]
Hallstatt 2016 [5/368]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/471]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/400]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/704]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/466]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/567]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/664]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/453]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/695]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/1056]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/3026]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/525]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/342]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1361]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/398]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/322]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/436]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/312]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/346]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/772]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1620]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/2194]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/3991]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/14814]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/1019]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/221]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/195]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/167]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/183]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/171]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/226]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/148]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/159]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/192]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/650]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/339]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/364]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/469]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/348]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1340]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/543]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/593]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/699]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/455]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/904]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/555]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1581]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/703]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3990]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/471]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/366]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/672]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/353]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/472]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/477]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/653]
กรรมฐาน [6/904]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/528]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/888]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

October 2017
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.145 seconds.