ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

 

ตอน 8 ฮินดู คู่ อิสลาม

ตอนที่แล้วเราถึงลัคเนาว์เมืองหลวงของ รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งหน้าโรงแรมมีแจกันใหญ่ใส่ดอกไม้สดสวยงามต้อนรับผู้มาเยือน เราแค่แวะค้างคืนที่นั่นก่อนจะบินไป เดลี (Delhi) และพักที่ นิวเดลี (New Delhi) เมืองหลวงของอินเดีย

ชื่อ เดลี กับ นิวเดลี มักทำให้สับสนว่าต่างกันอย่างไร จำได้ง่ายๆ ว่า นิวเดลีเป็นเขตเมืองใหม่อยู่ทางใต้ในเขตการปกครองของเดลี.....เดลี  เป็นเขตปกครองพิเศษ เรียกว่า ดินแดนสหภาพ (Union Territory)  

นิวเดลี ได้รับการวางผังเมือง ให้ส่วนราชการและที่ทำการของรัฐบาลตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อให้เป็นเมืองหลวงใหม่แทนเมืองกัลกัตตา หลังจากที่อินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษแล้ว ดังนั้นอาคาร และถนนต่างๆจะใหม่ ทันสมัยและสวยงาม รวมทั้ง เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าส่วนที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆของเดลี

พื้นที่ของเดลีทั้งหมด(รวมทั้งนิวเดลี)  มีผู้ว่าราชการเป็นผู้บริหารในภาพรวม โดยประสานงานกับทางรัฐบาล ด้วย (คล้ายๆกับกทม.ของเรา)

จากภาพรวมนี้ ขอบันทึกไว้กันลืมว่า เช้าเสาร์ที่ 16 มกราคม 2559 เราเดินทางออกจากโรงแรมตั้งแต่ 6.30 น.เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่มีกำหนดบินไปเดลีในเวลา 8.50 น. แต่วันนั้นสนามบินเมืองลัคเนาว์มีหมอกลงหนามาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เครื่องบินต้องเลื่อนเวลาออกเดินทางไปประมาณสองชั่วโมง เราไปถึงสนามบินเดลีประมาณบ่ายโมง....สนามบินของเดลีตกแต่งเรียบๆแต่สวยงามสดุดตาดี  และสุดท้าย..พนักงานช่วยเข็นรถสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการเดิน ซื่อสัตย์น่าประทับใจมาก เพราะเพื่อนร่วมทางที่ใช้บริการ ได้รีบจ่ายเงินค่าบริการให้ทันทีที่ถึงประตูทางออกสนามบินภายในประเทศ เพราะไม่ทราบว่าระยะทางกว่าจะไปถึงที่จอดรถนั้น ยาวและไกลมากกว่าระยะแรกหลายเท่า แต่พนักงานคนนั้นได้รอและกุลีกุจอเข็นรถให้จนช่วยให้เพื่อนได้ขึ้นรถที่มารับ.. ถ้าเขาฉวยโอกาสกลับไปหลังจากที่ได้รับเงินแล้วก็ทำได้...ประทับใจจริงๆ

เมื่อเครื่องบินล่าช้ากว่ากำหนด และการจราจรก็ติดขัดมากพอๆกับกรุงเทพ กำหนดการชมสถานที่ต่างๆในเมืองหลวง นิวเดลี ก็เปลี่ยนแปลงไปเกือบหมด จนเหลือเวลาช็อบปิ้งที่ถนน Janpath เพียงครึ่งชัวโมง

จากนั้นช่วงเย็นก็ไปชมวัดอัสดาม( Akshardham) ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในโลก...ไม่ผิดหวังเลย เห็นแล้วทึ่งมากๆ...เนื่องจากทางวัดห้ามนำกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์เข้าไป และการตรวจเข้มข้นมาก  จึงขออนุญาตนำภาพถ่ายบางส่วนจากหนังสือที่ซื้อมาให้ร่วมกันชื่นชม และเชิญชวนให้หาโอกาสไปชม ด้วย

ที่นี่ให้เข้าชมฟรี แต่กว่ากลุ่มเราจะผ่านแถวยาวเหยียดที่รอการตรวจค้นร่างกายอย่างเข้มข้น(แยกแถวหญิง-ชาย) ไปได้ ก็ย่ำค่ำ ภาพความงามอลังการที่เห็นจึงผ่านแสงไฟอย่างนี้

อัสดาม

นึ่คือรูปหล่อโลหะปิดทองของท่านภควัน สวามีนารายัน ซึ่งเป็นศาสดาองค์แรกของศาสนาฮินดูนิกายสวามีนารายัน พร้อมสาวก  ซึ่งได้ทราบข้อมูลที่น่าภูมิใจ จาก ‘ท่านคมสรณ์’ ในweb OK Nation เมื่อ 28 มิย.2553 ว่า การหล่อรูปพร้อมปิดทองของรูปกลุ่มนี้ รวมทั้งอีกเกือบสองร้อยรูปในวัด ล้วนเป็นฝีมือของช่างไทย

ท่านภควัน สวามีนารายัน มีชีวิตอยู่ระหว่างค.ศ.1781-1830 ท่านเรียนรู้ไวยากรณ์สันสกฤต และคัมภีร์พระเวทต่างๆจนจบระหว่างอายุ8-10 ขวบ จากนั้นท่านได้ออกเดินทางไปทั่วทุกภาคในอินเดีย และสั่งสอนเพื่อยกระดับจิตใจของชาวอินเดียตั้งแต่อายุ11 ปี จนถึงอายุ 21 ปี จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของอาศรมแห่งหนึ่ง เมื่ออาจารย์เสียชีวิตท่านก็ได้ดำรงตำแหน่งแทนและเผยแพร่คำสอนของท่านเองที่เรียกว่า Swaminarayan Mahamantra คำสอนของท่าน เน้นเรื่องศีลธรรม การเสียสละ เว้นการจากการฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์  เว้นจากสิ่งเสพย์ติด ยกระดับจิตใจ และ ให้มีศรัทธาต่อเทพเจ้า (พระศิวะ วิษณุ พระพรหม ฯลฯ) รวมทั้งส่งเสริมสถานภาพสตรีด้วย ท่านได้รับการยอมรับนับถือจากสาวกประมาณ 2 ล้านคน

วัดแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากการริเริ่มของศาสดาองค์ที่ 4 ซึ่งต้องการให้มีวัดของนิกายนี้ริมน้ำยมุนาในเดลี และ ศาสดาองค์ที่ 5 ซึ่งเป็นศาสดาองค์ปัจจุบัน และเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้รับดำเนินการต่อมาจนสำเร็จ วัดนี้สร้างแล้วเสร็จภายใน 5 ปี  สามารถเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อ 6 พ.ย. 2005 

ความสำเร็จครั้งนี้ มาจากแรงศรัทธาและการร่วมแรงร่วมใจของสาวกทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแกะสลักซึ่งใช้วิธีกระจายกันแกะสลักหินทรายเป็นส่วนๆจากพื้นที่ต่างๆ แล้วจึงเคลื่อนย้ายมาประกอบต่อกันที่นี่เหมือนการต่อภาพจิ๊กซอว์ ทำให้การก่อสร้างเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น มีผู้คาดว่า ถ้าใช้วิธีการเดิมๆจะต้องใช้เวลาถึง 50 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ

อัสดาม

ตัวอย่างการแกะสลักหินทรายที่ละเอียดและงดงามมากๆ

ตัวอย่างการแกะสลักหินทรายที่ละเอียดและงดงามมากๆ

รูปนี้อวดเสื้อฝีมือปักจากเมืองลัคเนาว์ ซึ่งได้จากร้านในสนามบิน ระหว่างที่เครื่องบินเลื่อนกำหนดเวลาออกไปสองชั่วโมง

วันนี้เราจะนั่งรถไปเมืองอัคระ( Agra) ซึ่งอยู่ห่างจากนิวเดลี 200 กม.เพื่อไปชมทัชมาฮาล (Taj Mahal) และพระราชวังอัคระ( Agra Fort)

3.1

จากนิวเดลีไปอัคระ มีทางด่วนแล้วและถนนดีมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว

รูปหมู่หน้าประตูทางเข้าทัชมาฮาล...โปรดสังเกตยอดโดมเล็กๆด้านบนซึ่งนับได้11 โดม ถ้าชะแง้ดูด้านข้างจะเห็นว่ามีอีกแถวหนึ่งจำนวนเท่ากัน รวมเป็น 22 โดมเท่ากับจำนวนปีที่ใช้ในการก่อสร้างทัชมาฮาลพอดีเลย (ค.ศ.1631-1653)

นี่คือ จักรพรรดิชาห์จาฮัน และ พระมเหสี มุมตัส ซึ่งเป็นตำนานแห่งความรักอมตะ และเป็นผู้ให้กำเนิด ทัชมาฮาลที่โด่งดังไปทั่วโลก

จักรพรรดิฯอยู่ในราชวงศ์โมกุล (Mogul หรือ Mongol ที่เราคุ้นเคย แต่ภาษาอังกฤษมักใช้ว่า Mughal) ซึ่งเป็นมุสลิมเชื้อสายเปอร์เชีย ที่เข้ามาครอบครองอินเดียระหว่างศตวรรษที่ 16-18 ก่อนที่จะเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

จักรพรรดิได้พบ อรชุมันท์ ซึ่งเป็นบุตรีของรัฐมนตรี และหลงรักตั้งแต่พระองค์อายุ 14 ปี หลังจากนั้นอีก 5 ปีจึงได้เสกสมรสกัน

หลังจากจักรพรรดิฯ ขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ได้เรียกชื่อพระมเหสีองค์นี้ว่า มุมตัส มาฮาล ซึ่งหมายถึง  อัญมณีแห่งพระราชวัง

ทั้งสองพระองค์รักกันมาก และไม่เคยพลัดพรากจากกัน แม้ในยามสงครามพระนางมุมตัส ก็ตามเสด็จด้วย และเป็นที่ปรึกษาของจักรพรรดิในหลายเรื่อง

พระนางมุมตัสเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 ก่อนสิ้นพระชนม์ได้ทรงขอให้จักรพรรดิ์สร้างอนุสรณ์สถาน เหนือหีบพระศพของพระนางให้สวยงามโดดเด่นไม่มีที่ใดเทียบได้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความรักและความผูกพันกันของทั้งสองพระองค์

จักรพรรดิได้ดำเนินการตามพระประสงค์ของพระนางอย่างดีที่สุด ว่ากันว่าพระองค์สนใจในการบริหารบ้านเมืองน้อยลง ใช้จ่ายทรัพย์สินมหาศาลเพื่อทัชมาฮาล ในที่สุด 5 ปีหลังจากทัชมาฮาลแล้วเสร็จพระองค์ก็ถูกยึดอำนาจโดยโอรสองค์หนึ่ง และถูกกักบริเวณในพระราชวัง พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1666… 8 ปีหลังจากถูกกักบริเวณ

หีบพระศพของพระองค์ได้ถูกนำมาอยู่เคียงคู่กับพระนางมุมตัส..อย่างงดงามและใกล้ชิดกัน...จนถึงทุกวันนี้ก็ 450 ปี มาแล้ว

แผนผังโดดเด่นและเรียบง่ายของทัชมาฮาลซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานเหนือหีบพระศพของพระนางมุมตัส ตามความตั้งใจเดิม แต่ภายหลังได้มีการนำหีบพระศพของจักรพรรดิ์มาวางเคียงคู่กันด้วย

ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ริมน้ำยมุนา (หมายเลข 12) มีเนื้อที่ ประมาณ 42 เอเคอร์ มีทางเข้า 3 ทาง (หมายเลข 1-3) โดยมีซุ้มทางเข้า (หมายเลข 6 ) จากนั้นมีสระน้ำยาวเชื่อมตั้งแต่ซุ้มทางเข้าไป จนถึงที่ตั้งหีบพระศพ (หมายเลข 9) แต่ระหว่างทางมีสระน้ำพร้อมสวนเล็กๆคั่น (หมายเลข7 และ 8)….  ทั้งนี้ ตามการออกแบบ น้ำในสระนี้จะนำมาจากแม่น้ำยมุนา

รูปคู่ซึ่งต้องลงบันไดหลายขั้นมาถ่ายที่ชั้นล่าง เพื่อเลี่ยงภาพผู้คนที่ต่างก็ยืนถ่ายรูปบริเวณนี้กันคึกคักมากๆ

ขอนำภาพปกหนังสือที่ซื้อไว้ มาประกอบ เพื่อให้เห็น ภาพรวมพร้อมรายละเอียดทั้งหมด เพราะรูปถ่ายทั่วๆไป มักจะเห็นได้ไม่ครบถ้วน จนบางคนกล่าวว่า ที่นี่ไม่มีต้นไม้ เห็นแต่สระน้ำยาวตรงและอาคารหลักเท่านั้น

สระน้ำคั่นกลางก่อนถึงอาคารหลัก บริเวณนี้ผู้คนหนาแน่นยิ่งกว่าส่วนต้นทางของสระน้ำยาว เพราะถ่ายรูปแล้วเห็นอาคารหลักได้ชัดกว่า แถมช่างภาพอาชีพยังรู้ด้วยว่า ยืนหรือนั่งจีบนิ้วตรงไหนแล้วภาพที่ออกมาจะดูเหมือนว่าสามารถจับยอดโดมทรงหอมใหญ่ได้ด้วย

ทัชมาฮาล ถ่ายจากบริเวณสระน้ำคั่นกลาง จุดดำๆนั่นคือ หัวของผู้คนที่ยืนเข้าคิวรอเข้าชมหีบพระศพจำลองในอาคาร

ทัชมาฮาล แปลว่า มงกุฎแห่งพระราชวัง (Crown of Palaces)      Taj เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า มงกุฎ  Mahal แปลว่า สถานที่ ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระราชวัง

ทัชมาฮาลเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมของอินเดียและเปอร์เซีย

สถาปนิก คือ Ustad Isa Afandi จากตุรกี อย่างไรก็ตามต้นตระกูลของเขาเป็นชาวเปอร์เซีย และถือได้ว่าเขาเป็นชาวอินเดียเพราะได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม

อาคารหลักสร้างโดยหินอ่อนสีขาวคุณภาพเยี่ยมของอินเดียได้จากแคว้น ราชสถาน(Rajastan)

ส่วนวัสดุอื่นๆที่ใช้ในอาคารข้างเคียง และ ตกแต่ง มีทั้งหินทรายแดง หินอ่อนสีเหลือง หินอ่อนสีดำ ก็มาจากเมืองต่างๆในอินเดีย สำหรับอัญมณี ทองคำ และเงิน จัดหามาจากต่างประเทศบ้าง และได้รับจากมิตรประเทศบ้าง

ใช้เวลาในการก่อสร้างและตกแต่งรวม 22 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1631-1653 ค่าก่อสร้างขณะนั้น 32 ล้านรูปี หากคำนวณในปี 2015 คือ 528 ล้านล้านรูปี หรือ US$ 827 million

ตอนนี้ย่าได้หลุดพ้นจากการเบียดเสียดกับฝูงชนเข้าไปชมภายในอาคารยอดหอมใหญ่ ซึ่งค่อนข้างมืดสลัว และออกมาภายนอกแล้ว

เนื่องจากภายในห้ามถ่ายรูป แต่เมื่อออกมาภายนอก ย่าเห็นหลายคนมายืนเล็งๆที่ช่องแสงด้านนอก แล้วถ่ายรูป จึงลองทำตามบ้าง ก็ได้ภาพนี้มา

ตรงนี้ คือ ส่วนหนึ่งของฉากลวดลายละเอียดงดงามที่ล้อมรอบหีบพระศพของจักรพรรดิชาห์จาฮัน และพระนางมุมตัส นั่นเอง

นี่เป็นภาพถ่ายหีบพระศพจำลอง ที่เข้าชมได้แต่ถ่ายภาพไม่ได้ จึงต้องอาศัยภาพจากหนังสือที่ซื้อมา

หีบพระศพของทั้งสองพระองค์ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของอาคารใต้โดมหลักของอาคาร

ภาพนี้ได้จากวิกิพีเดีย ดูเหมือนว่าสว่างและเห็นลวดลายที่หีบพระศพได้ชัดกว่า

ภาพนี้ก็ได้จากวิกิพีเดียเช่นกัน เป็นภาพหีบพระศพจริง ที่อยู่ชั้นล่างใต้หีบพระศพจำลอง

ภาพขยายของลวดลายประดับหีบพระศพที่ทำจากอัญมณีหลากหลายชนิด จากหนังสือที่ซื้อมา

ภาพขยายของลวดลายประดับหีบพระศพที่ทำจากอัญมณีหลากหลายชนิด จากหนังสือที่ซื้อมา

ตัวอย่างส่วนประดับอาคารด้านนอกที่ย่าชื่นชอบ

13

ตัวอย่างส่วนประดับอาคารด้านนอกที่ย่าชื่นชอบ

สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม

หอคอยสูง (minaret) ซึ่งใช้เป็นที่เชิญชาวมุสลิมให้มาสวดมนต์

16.1

สถาปัตยกรรมหลายแบบรวมกันในสายตาของปู่ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและช่างภาพ ส่วนย่ามองเห็นแต่ผู้คนมากมายใกล้บันไดทางออก และส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง เห็นชาวต่างชาติน้อยมาก

มีซุ้มโค้งสวยงามเช่นนี้หลายซุ้มรอบนอกอาคาร

                          เส้นสายรอบนอกนั่นคืออักษรและบทกวีของเปอร์เซีย

หนุ่มแขกคนนี้ยิ้มอย่างเต็มใจอยู่ในรูปกับย่าโดยไม่ได้ร้องขอเลย

ซุ้มโค้งสวยงามกับโดมขนาดเล็ก

ส่วนนี้เป็น Guest house สร้างจากหินทรายสีแดง อยู่ด้านขวาของอาคารหินอ่อน  ส่วนด้านซ้ายนั้นเป็นมัสยิด สร้างรูปแบบเดียวกัน

ลานกว้างหน้า Guest House เป็นที่พักผ่อนชมแม่น้ำยมุนา

ในการเดินขึ้นชมอาคารหินอ่อน ทุกคนจะต้องสวมถุงพลาสติคหุ้มรองเท้า โดยทางทัชมาฮาลจัดให้พร้อมกับตั๋วเข้าชม

ภาพถ่ายจากอาคารหินอ่อนย้อนไปทางซุ้มประตูทางเข้า-ออก

ระหว่างเดินออกจากอาคารหินอ่อนมายังประตูทางออกตามเวลาที่นัดหมายกัน กระรอกน้อยค่อยๆคลานออกจากพุ่มไม้ข้างทาง มาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆย่า หน้าตาตื่นๆ แต่ย่าถ่ายภาพนี้ได้ทันก่อนที่เขาจะวิ่งปรู๊ดหายไปในพุ่มไม้

มุมมองผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มไม้ใหญ่ข้างทางเท้า

ภาพประกอบจาก Google เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของสีหินอ่อนตามสีของแสงแดดระหว่างวัน ช่วงเช้าจะออกสีขาว ส่วนช่วงเย็นก่อนอาทิตย์ลับฟ้าหินอ่อนจะออกแนวสีส้ม (ภาพอาคารหินอ่อนสีขาวที่ย่าถ่ายยามต้องแดดบ่าย หลายๆภาพ สีก็ออกแนวสีส้มเช่นกัน)

ทัชมาฮาล เป็นที่เก็บพระศพที่งดงามโดดเด่นไม่มีที่ไหนเสมอเหมือนจริงๆ เพราะว่ากันว่า เมื่อสร้างเสร็จสถาปนิกก็ถูกปลิดชีพ เพื่อไม่ให้มีโอกาสไปออกแบบที่งดงามเหนือกว่านี้อีก

ทัชมาฮาลได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในปี ค.ศ.1983 ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยขยายความว่า “..เป็นเสมือน อัญมณีของงานศิลปะมุสลิมในอินเดีย และเป็นมรดกโลกชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งของที่ได้รับการชื่นชมไปทั่วโลก...”

และ ได้รับการประกาศให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก ในปีค.ศ. 2007

หลังอาหารกลางวัน เราไปชม Agra Fort ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาและเกี่ยวข้องกับทัชมาฮาล อย่างยิ่ง... เป็นที่ประทับของจักรพรรดิชาจาฮันและพระนางมุมต้ส..เป็นที่ที่จักรพรรดิฯถูกกักบริเวณ.. เป็นที่ที่พระองค์ยืนชมทัชมาฮาลทุกวัน.. และสิ้นพระชนม์ที่นี่

เดิมเป็นป้อมปราการ ซึ่งสร้างในปี ค.ศ.1565 โดยจักรพรรดิอัคบาร์มหาราช ( Akbar the Great ) ปู่ของจักรพรรดิชาห์จาฮัน แต่ภายหลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวังด้วย

ตรงนี้เป็นซุ้มประตูทางเข้า ชื่อ Amar Singh Gate สร้างขึ้นใหม่ในสมัยจักรพรรดิ์ชาห์จาฮัน ปัจจุบันใช้เป็นประตูผ่านเข้า-ออกสำหรับสาธารณชนทั่วไป

แผนที่จากหนังสือที่ซื้อมา เพื่อพอให้นึกภาพตำแหน่งต่างๆได้ แต่ย่าขอเสนอภาพเฉพาะบางแห่งที่เห็นว่าน่าสนใจเท่านั้น...เราเข้าประตูที่หมายเลข1

     จากทางเข้าต้องเดินต่อไปตามซอกกำแพงสูงใหญ่อีกระยะหนึ่ง 
กำแพงและทางเดินนี้ ในอดีตใช้เป็นที่สกัดกั้นและโจมตีการบุกรุกของศัตรู

ถึงแล้ว ทางเข้าพระราชวังแห่งแรก

ด้านในเป็นพระราชวังของพระราชบิดาของจักรพรรดิชาห์จาฮัน สร้างจากหินทรายสีแดง

ห้องต่างๆรอบอาคารด้านใน

ช่องๆสวยงามด้านบนเป็นที่ที่คนรับใช้บรรดานางในแอบดูและรายงานนายว่า มีใครมาที่ท้องพระโรงใหญ่ด้านล่างบ้าง

กรอบประดับผนังพร้อมลายตกแต่งงดงาม

ช่องแสงและช่องระบายอากาศ

ตอนนี้เราอยู่ที่ส่วนสำคัญและเกี่ยวข้องกับทัชมาฮาลที่สุด  คือ อาคารหินอ่อนสีขาว ที่มีชื่อว่า Samman Burj แต่ภายหลังเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในชื่อ Octagonal Tower ซึ่งทัวร์ไทยนิยมเรียกกันว่า ห้องมุขแปดเหลี่ยม

บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของพระนางมุมตัส ต่อมาเป็นที่ซึ่งจักรพรรดิ์ชาห์จาฮันถูกกักบริเวณและสิ้นพระชนม์ที่นี่(หมายเลข9 ในแผนที่)

เดิมเคยเปิดให้เดินไปชมด้านในได้ แต่ภายหลังห้ามเข้า เพราะผู้ชมไม่ทนุถนอมสถานที่เท่าที่ควร

ตรงกลางคือน้ำพุเล็กๆ

ส่วนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นห้องมุขแปดเหลี่ยม

ภาพนี้ได้จากหนังสือที่ซื้อมา เป็นภาพในสมัยที่ผู้เข้าชมสามารถเดินเข้าไปด้านใน และสามารถเห็นทัชมาฮาลได้ชัดเจน

โดมสีทองที่มุมหนึ่งของห้องมุขแปดเหลี่ยม

ที่จุดชมทัชมาฮาลด้านหนึ่ง ย่าพยายามซูมเต็มที่เห็นได้เลือนรางแค่นี้เอง  บ่ายวันนั้นฟ้าไม่ใสเท่าที่ควร

โดมสวยงามเหนือมัสยิดแห่งหนึ่งในอัคราฟอร์ท

บริเวณห้องโถงสำหรับว่าราชการของจักรพรรดิ(หมายเลข10ในแผนที่)

ส่วนที่จักรพรรดิประทับนั่งว่าราชการ ในอดีตมีบัลลังก์นกยูงที่สวยงาม แต่ภายหลังถูกข้าศึกรุกรานและนำไปอยู่ต่างแดนแล้ว

ภาพรวมของห้องโถงสำหรับว่าราชการในอดีต

ขอภาพคู่ไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย

ห้องน้ำอยู่ใกล้ทางออก มีแขกคอยเก็บเงินค่าผ่านทาง จะคิดเงินเป็นรายหัวแต่สุภาพบุรุษที่แสนดีในกลุ่มของเรา ไปนั่งคุมแขกอีกที เพื่อจ่ายเงินรวม เขาพูดไทยเลียนสำเนียงแขกที่ใช้กับคนไทยบ่อยครั้งเวลาขอเงินทิปว่า “ น้ำจายๆๆ” ส่วนย่าก็เล็งกล้องรอคลิก จนหนุ่มแขกขำยิงฟันขาว..แล้วก็ยอมให้จ่ายแบบเหมารวมจนได้

ได้เวลาต้องออกจากที่นี่เพื่อเดินทางกลับไปค้างคืนที่นิวเดลีแล้ว

หมู่ลิงถูกกักบริเวณให้อยู่เฉพาะบริเวณนอกวัง เราเดินผ่านเขาอย่างสบายๆ ได้ภาพน่ารักมาฝากกันหลายภาพ

เช้าวันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2559 เราออกจากโรงแรม Crowne Plaza นิวเดลี ไปสนามบินตั้งแต่ 9.30 น. เพื่อบินกลับไทยช่วงบ่ายและกลับถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพเวลา 19.20 น.

ย่าขอจบเรื่องไปอินเดียปี 2559 ด้วยภาพและความหมายของช้าง ที่สนามบินเดลี ซึ่งย่าเห็นว่าตรงกับความเป็นไปของอินเดียในปี2559 อย่างยิ่ง  คือ

‘ ช้าง  เป็นสัญลักษณ์แห่งความคงทนและยั่งยืนของอินเดีย  อินเดียมีการพัฒนาหลายๆด้านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ด้วย

อินเดียเต็มใจต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยความยินดี และด้วยความสุภาพ เช่นเดียวกับแววตาและท่าทางของช้าง

ตามนิทานปรัมปราของอินเดีย ช้างได้รับการยอมรับว่าเป็น เพื่อนคู่ชีวิต เป็นสัตว์มีคุณค่าที่ควรได้รับความคุ้มครองและได้รับการดูแลอย่างดียิ่ง ช้างเป็นพาหนะของเทพเจ้า และเป็นเทพเจ้า(พระคเณศ)ที่ได้รับความนับถือทั่วทุกแห่ง เป็นเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เทพเจ้าแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ’

ภาพสุดท้าย ถ่ายจากเครื่องบินย้อนกลับมาที่สนามบิน เป็นภาพการประนมมือไหว้ต้อนรับก็ได้ อำลาก็ได้...ไทยกับอินเดียใช้วิธีนี้เหมือนกัน เราเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

นมัสเต อินเดีย

……………………



Edited by yanid - 15 Feb 2016 at 23:04

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 15 Feb 2016 at 16:13



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [0/86]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [0/96]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [0/72]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [0/121]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/113]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [0/209]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/138]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/93]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [0/167]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/195]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/77]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/90]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/102]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/170]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/108]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [0/170]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/171]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/148]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [0/128]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [2/199]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [2/178]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [0/186]
Hallstatt 2016 [3/224]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [0/245]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [0/227]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [0/467]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [0/331]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [0/377]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [2/442]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [0/319]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [0/361]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/660]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/1988]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/369]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/261]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/662]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/286]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/261]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/350]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/260]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/280]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/485]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1092]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1443]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/2867]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/11690]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/732]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/204]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/178]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/153]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/167]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/149]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/170]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/134]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/146]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/180]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/475]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/277]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/314]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/372]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/268]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/983]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/438]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/428]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/460]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/396]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/790]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/445]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1287]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/635]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3507]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/442]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/351]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/634]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/334]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/450]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/457]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/616]
กรรมฐาน [6/883]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/509]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [10/697]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

March 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.188 seconds.