ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา..

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอน4 – พาราณสี...ล่องคงคา แล้วมาทำสมาธิ

ตอนนี้เราอยู่ที่เมืองพาราณสี (Varanasi) กำหนดการวันนี้ คือ ล่องคงคาตั้งแต่เช้ามืด (ชดเชยรายการของเมื่อวานที่จะได้ไปยามเย็น แต่เรามาถึงเมืองนี้ช้าไปกว่ากำหนดสองชั่วโมง เพราะการจราจรติดขัดมาก) จากนั้นจะไปที่สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งห่างจากพาราณสีประมาณ 7 กม.

พาราณสีเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย  มีผู้อยู่อาศัยต่อเนื่องกันยาวนานที่สุดในโลก ชาวฮินดูถือว่าที่นี่เป็นเมืองที่เหมาะแก่การมาฝากผีฝากไข้ (City of Good Death)  เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ( Holy Land) และเป็นเมืองของพระศิวะ ( City of Shiva)

เป็นเมืองสำคัญเกี่ยวกับศาสนาดั้งเดิม 3 ศาสนา คือ ฮินดู พุทธ และ เชน ปัจจุบันมีวัดฮินดูประมาณ 3,000 แห่ง วัดพุทธ 9 แห่ง และ วัดเชน 3 แห่ง รวมทั้ง มีมัสยิด โบสถ์คริสต์ และวัดซิกส์ ด้วย

เมืองนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกในโลก และ จำพรรษา 1 พรรษา ก่อนเสด็จไปเผยแพร่ศาสนาที่อื่นๆ

เราถูกปลุกตั้งแต่ตีสีครึ่ง แล้วนั่งรถไม่นานนัก ไปที่ริมน้ำคงคาตอนตีห้า ลงจากรถก็เดินผ่านตลาดสดอย่างมีสติ ต้องกวาดตามองพื้นทุกฝีก้าวและรอบด้าน เพราะมีมูลวัว (หรือมูลคนด้วย?) กองโตๆ อยู่ในความสลัวเป็นหย่อมๆ เป็นระยะๆ

นอกจากมีไก๊ด์ท้องถิ่นแล้ว กลุ่มเรายังมีพระไทยเดินนำทางด้วย จีวรสีเหลืองอร่ามของท่านแจ่มจ้าโดดเด่นเห็นได้ชัดในทุกที่

ลงบันไดทีละขั้นๆ ...อย่างมีสติ

4

เรือสีสวยจอดรอเราอยู่แล้ว  เก้าชีวิตที่เพิ่งมาอินเดียเป็นครั้งแรกทยอยก้าวลงเรือเงียบๆ ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งของกลุ่มเขาเคยมากันแล้ว และไม่ปรารถนาจะมาล่องคงคาซ้ำสองอีก จึงได้นอนสบายๆใต้ผ้าห่มอุ่นๆคอยพวกเราอยู่ที่โรงแรม

6

ในเรือ...สองสาวเยาว์วัยที่สุดในกลุ่ม  Selfie เป็นที่ระลึกกันอย่างแจ่มใส

7

แล้วบรรดาสาวสวยต่างก็นั่งปิดจมูกกันถ้วนหน้าอย่างนี้แล...ก็วันนั้นมันหนาวววเย็นมากกก..

8

เรือพาเราผ่านบ้านแออัดริมคงคา แสงไฟส่องสว่างเป็นระยะๆ

คงคา ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ต้นกำเนิดอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ทางเหนือของอินเดีย แม่น้ำไหลผ่านมาทางตะวันออกเฉียงเหนือแล้วไปรวมกับแม่น้ำพรหมบุตร ในบังคลาเทศก่อนไหลออกไปที่อ่าวเบงกอล  ความยาวรวม 2,510 กม.

คงคา เป็นชื่อชายาองค์หนึ่งของพระศิวะ

9

แถวนี้ชาวพาราณสีริมน้ำคงคา ตั้งบ้านเรือนอยู่ฝั่งนี้ด้านเดียว เพราะถือกันว่าเป็นฝั่งสวรรค์

ทุกวันชาวฮินดูนับล้าน ใช้แม่น้ำคงคา เป็นที่ อาบน้ำ ดื่ม  เผาศพ ทิ้งเถ้าถ่าน รวมทั้งเป็นที่หย่อนซากศพที่ไม่ได้เผาลงน้ำ เพราะมีความเชื่อกันว่าแม่น้ำคงคาจะช่วยทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

พาราณสี มีท่าน้ำเรียงรายขนานไปกับริมน้ำคงคากว่า 100 ท่า

10

ส่วนฝั่งตรงข้ามที่สวยสงบแบบเศร้าๆ อย่างที่ปู่ถ่ายมานี้ ถือกันว่าเป็นฝั่งนรก ไม่มีการตั้งบ้านเรือน

ไก๊ด์ให้ข้อมูลที่น่ารับฟังว่า ฝั่งที่มีบ้านเรือนนั้น เป็นที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นที่เผาศพและหย่อนลงน้ำด้วย โดยกระแสน้ำคงคาจะไหลวนพัดพาซากศพและขยะต่างๆจากฝั่งสวรรค์ไปยังฝั่งนรกด้านตรงข้าม

อ่านจาก Wikipediaใน Google ทราบว่า คงคาเคยได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำในคงคาพิเศษกว่าที่อื่น เพราะมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำสูงและมีจุลินทรีย์ที่สามารถกินไวรัสและแบคทีเรียได้ด้วย ยิ่งปล่อยของเสียลงน้ำมากจุลินทรีย์ยิ่งมีมาก จึงทำให้ปรับตัวไปสู่สภาพปกติได้มากกว่าแม่น้ำทั่วไปถึง 25 เท่า

ในเรือของเรา มีกระจาดกระทงพร้อมจำหน่ายอยู่แล้ว เมื่อมีผู้ใหญ่ใจดี ตกลงใจเหมาทั้งกระจาด ลูกเรือก็รีบจุดไฟ แจกจ่ายให้ทุกคนทันที

วันนี้ปู่อธิษฐานนานกว่าปกติ จึงทันได้ถ่ายภาพแสงเทียนกระทบหน้าปู่ ดูขลังดี ก่อนจะปล่อยกระทงลงไปส่องสว่างบนผิวน้ำที่เรียบนิ่ง เสียดายที่พวกเราต้องนั่งกันคนละด้าน เพื่อถ่วงน้ำหนักให้เรือลอยตัวอย่างสมดุล ต่างคนจึงต่างลอยกระทง ขณะที่เรือก็ล่องไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีโอกาสเห็นแสงเทียนจากกระทงเรียงกันเป็นแถวให้ได้ถ่ายภาพงามๆ

บรรยากาศของตลาดน้ำในคงคา  ด้านหนึ่งของเรือเรา มีเรือขายปลาให้ปล่อย พายเคียงคู่ประกบตลอด แต่คนไทยใจแข็ง ไม่อุดหนุน

พอเรือขายปลาปล่อยจากไป เรือขายของสวยงามก็เข้ามาแทนที่ คราวนี้ได้ผล ย่าใจอ่อน ตัดสินใจซื้อโปสการ์ด 1 ชุด 10 ภาพ 100 รูปี... เมื่อขึ้นจากเรือ พี่ในกลุ่มเราก็ซื้อโปสการ์ด(คนละแบบ)แถวๆท่าเรือได้สองชุด ในราคา 50 รูปี..โฮๆๆ...ต้องทำใจ!!

ย่าชอบท่าทางพายเรือแข็งขัน ไปเรื่อยๆ และ ชอบผ้าโพกหัวสีเข้ากับเสื้อของหนุ่มแจวเรือคนนี้

ล่องเรือมานาน ก็ยังไม่เห็นว่าที่ใดมีพิธีเผาศพริมน้ำคงคาที่ว่ากันว่า “.....4,000กว่าปี ไฟไม่เคยดับมอดลงเลย”

ไก๊ด์ชี้ให้ดูกลุ่มควันจางๆที่เห็นอยู่ไกลๆตามในภาพ  คนแจวเรือก็พยายามพาเรือไปใกล้ฝั่ง แต่มีเสียงลอยมาเบาๆอย่างหวั่นๆว่า.. "อย่า อย่าเข้าไปใกล้ๆ"...จึงเห็นได้แค่นี้แหล่ะ

ไก๊ด์เล่าว่า พวกสัปเหร่อจะอาศัยตามท่าน้ำ มีกองฟืนพร้อมจำหน่ายและเผาศพให้ เงินน้อยก็ได้ฟืนน้อย ซึ่งอาจจะไม่พอให้ศพไหม้ได้หมด ได้แค่ไหนก็แค่นั้น จากนั้นใช้ผ้าห่อแล้วปล่อยศพลงคงคา ถ้ามีเงินมากก็พอได้ฟืนเผาจนมอดไหม้ได้หมด ปล่อยเป็นเถ้าถ่านลงคงคา  แต่ก็มีศพบางกลุ่มที่ถือว่าตายไม่ปรกติ สัปเหร่อจะไม่รับทำพิธีเผาให้ เช่น ทารก ผู้ที่โดนงูกัด เป็นต้น กรณีนี้จะใช้หินถ่วงศพแล้วปล่อยลงน้ำเลย

บริเวณเผาศพเป็นที่ที่ต้องห้ามในการถ่ายภาพ เพราะเป็นภาพที่ไม่งาม

ภาพนี้ย่าได้จากโปสการ์ดที่ซื้อในเรือ จึงขอนำมาให้ดูเป็นกรณีศึกษา ว่าบรรยากาศสดๆของพิธีเผาศพริมฝั่งคงคาเป็นอย่างไร ภาพในโปสการ์ดสีสดกว่านี้มาก ย่าปรับให้สีมืดลงพอให้เห็นกองไฟเป็นหลัก ส่วนตรงมุมล่างที่สีมืดมากกว่า คือห่อศพที่ถูกปล่อยลงน้ำ

เห็นแล้วปลงได้เร็วกว่าการไปงานเผาหรือฝังศพที่มีการปกปิดมิดชิดที่บ้านเรา...ทุกชีวิตก็เท่านี้เอง  เมื่อจิตวิญญาณออกไปแล้ว ร่างกายที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลง..เน่าเปื่อยย่อยสลายไปเหมือนกัน..  ไม่ว่าจนหรือรวย... ไม่ว่าคนหรือสัตว์..ไม่ต่างกันเลย

22.1

จบจากเรื่องไม่สวยงามแล้ว ย่าก็ถามไก๊ด์อย่างแทบจะหมดหวังว่า เราจะมีโอกาสได้เห็นดวงตะวันสีสวย โผล่จากฝั่งนรกที่เธอเล่าไว้หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ เพราะวันนั้นเห็นแต่ฟ้าขาวมัวหม่น

ในที่สุดพระแม่คงคา ก็เมตตาชาวประชาทั้งไทยและเทศ ที่พากันตื่นก่อนไก่โห่มาล่องคงคา  ท้องฟ้าฝั่งนรกมีแสงส้มอมชมพูสวยงามอยู่แป๊บนึง แล้วดวงตะวันก็โผล่เหนือน้ำมาทักทาย

ตะวันขึ้นสูงค่อนข้างเร็ว ย่ารีบซูมให้เห็นดวงโตขึ้น

ยิ่งสูง ยิ่งเห็นดวงกลมโต ได้ชัด แสงยิ่งแรงขึ้น

ขอเฉพาะภาพดวงกลมโต ลอยเด่น ในฟ้าสีหม่น โดยไม่มีเมฆบดบังความงามซักภาพเถอะ

แสงจ้ากระทบน้ำ ขณะที่เรือของเราค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ฝั่งไปทุกที

กลับมามามองฝั่งสวรรค์ ผู้คนเริ่มลงมาอาบน้ำมากขึ้น แต่ยังไม่คึกคัก น่าจะเป็นเพราะอากาศเย็น หรือ ยังเช้าอยู่ก็ได้

ฟ้าสว่างแล้ว ภาพริมน้ำคงคาก็พลอยสว่างไปด้วย แต่เราไม่มีเวลาอ้อยอิ่งเก็บภาพริมน้ำอีกต่อไป...ยังมีกำหนดการอื่นๆเข้าคิวรออยู่ทั้งวัน

พวกเราทยอยขึ้นจากเรือ โดยมีปู่กับย่ารั้งท้ายเช่นเคย

ย่าซูมภาพอาทิตย์ดวงโตแสงจ้า เหนือบ้านโย้เย้ริมน้ำคงคา เป็นการอำลา

สายแล้ว ถนนหน้าตลาดคึกคัก เห็นชีวิตสบายๆของชาวบ้านได้ชัดขึ้น พวกเราตัดสินใจขึ้นรถสามล้อถีบจากหน้าตลาดไปยังที่จอดรถแทนการเดินเหมือนขามา....เพราะสบาย ไร้กลิ่น และ รวดเร็วกว่ากันมาก

พระอาจารย์ได้รับการนิมนต์ให้ขึ้นรถคันแรก เพราะเราถือคติว่า นั่งรถตามผู้ใหญ่ปลอดภัยกว่าเสมอ

กลับมากินอาหารเช้าที่โรงแรม Clarks ที่พักค้างคืนของเราแล้ว ก็ไปเที่ยวต่อ เราแวะที่นี่ก่อนเพราะเป็นทางผ่านไปสารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า

ถ่ายภาพนี้ไว้เพราะชอบกำหนดเวลาปิดเปิดประตู ที่เป็นไปกลมกลืนกับธรรมชาติดีมาก

เจดีย์นี้สวยงามแปลกตา แต่วันนี้ไม่มีผู้คนมาชมทั้งๆที่ sunrise.. พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว  และสถานที่สะอาดเรียบร้อยดีมาก

ย่าชอบหน่วยงานด้านโบราณสถานของอินเดียมาก เพราะสังเวชนียสถานทุกแห่งมีป้ายอธิบายความเป็นมาและความสำคัญอย่างสั้นๆเสมอ ช่วยให้ความกระจ่างแก่ผู้มาแวะชมได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยไก๊ด์

ป้ายนี้บอกว่าสถูปทางพุทธศาสนาแห่งนี้ ชื่อว่า เจาคันธี ( Chaukhandi Stupa) เป็นสถูปแบบมีทางเดินทั้ง 4 ด้าน สร้างในยุคคุปตะประมาณศตวรรษที่ 4-5 เป็นตำแหน่งที่คาดว่า พระพุทธเจ้าได้ เสด็จจากพุทธคยา มาที่นี่หลังจากตรัสรู้แล้ว และได้พบปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยมีการกล่าวถึงสถานที่นี้ในบันทึกของพระจีนเมื่อศตวรรษที่7

ในปีค.ศ.1835-1904 มีการขุดค้นบริเวณนี้ และพบโบราณวัตถุที่เป็นของยุคคุปตะจมอยู่ใต้ดินมากมาย

สำหรับหอคอยอิฐทรงแปดเหลี่ยมที่อยู่ด้านบนสถูปนั้นสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่15 ซึ่งเป็นยุคที่ราชวงศ์โมกุลมีอำนาจในอินเดีย สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการมาเยือนที่นี่ของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของโมกุล โดยมีการจารึกไว้เป็นภาษาอาหรับที่ศิลาจารึกเหนือประตูด้านเหนือ

ถ่ายรูปคู่กันไว้เป็นที่ระลึก วันนี้กลุ่มที่ไปล่องคงคาช่วงเช้าทุกคนแต่งสีขรึมๆพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย คงเป็นเพราะรู้สึกตรงกันว่าเราไปงานเผาศพ

จากนั้นเราก็ไป สารนาถซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพาราณสีไปทางเหนือประมาณ 7 กม.

สมัยพระพุทธเจ้าเรียกบริเวณนี้กันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งหมายถึงป่าที่ยกให้แก่หมู่กวาง เป็นที่สงบ และเป็นที่บำเพ็ญตบะของฤาษีและนักพรตต่างๆ รวมทั้งปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่เคยติดตามดูแลพระพุทธเจ้าช่วงที่บำเพ็ญเพียรด้วยการทรมานพระวรกายด้วย

สำหรับชื่อสารนาถ ก็มีผู้สันนิษฐานว่า มาจากคำ สารังคนาถ ซึ่งหมายถึง พื้นดินซึ่งเป็นที่พึ่งของสัตว์..ความหมายใกล้เคียงกับชื่อเดิมและออกเสียงง่ายกว่า

มีการขุดค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับพุทธศาสนามากมายในบริเวณนี้ และสันนิษฐานกันว่า ที่นี่เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์

หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ในช่วงพ.ศ. 270-342 พระเจ้าอโศกมหาราชได้บูรณะและสร้างสิ่งใหม่ๆเพิ่มเติมหลายอย่าง บริเวณนี้เจริญสูงสุดประมาณ พ.ศ.1300 มีพระสงฆ์ ประมาณ 1,500 รูป ต่อมาเมื่อราชวงศ์โมกุลครองอินเดีย บริเวณนี้ก็ถูกทิ้งร้างมาหลายร้อยปี จนกระทั่ง ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวศรีลังกา มาตั้งกลุ่มพุทธในอินเดียจึงมาฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งและต่อมารัฐบาลอินเดียก็รับมาดำเนินการต่อเป็นอย่างดี

S6

จากป้ายที่อยู่ด้านหน้า บอกว่า บริเวณนี้เรียกว่า กุฎิมูลคันธะ (Mulagandha Kuti) ตามบันทึกของพระจีน ชื่อ Huien-tsang ให้รายละเอียดว่า บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของอาคารขนาดใหญ่ สูงประมาณ 61 เมตรผนังหนา ตั้งอยู่บนพื้นสี่เหลี่ยมแต่ละด้านกว้างประมาณ 18 เมตร ด้านหน้าเป็นสนามกว้าง.....

สันนิษฐานกันว่าพระพุทธเจ้าน่าจะมานั่งสมาธิที่นี่

S7

คุณคนนี้คงได้อ่านแผ่นป้ายเช่นกัน จึงมานั่งสมาธิบริเวณนี้อย่างสงบโดยไม่สนใจเสียงจากไมโครโฟนของพระที่มาช่วยอธิบายรายละเอียดให้พวกเราฟัง

ป้ายอธิบายเกี่ยวกับเสาอโศก สรุปความได้ว่า ชิ้นส่วนในตู้กระจกนี้คือ ส่วนประกอบของเสาที่พระเจ้าอโศกมหาราชให้สร้างขึ้น(พ.ศ.2ึ70-342)  สูง 15.25 เมตร ทำจากหินทรายขัดมัน มียอดเป็นสิงห์ 4 เศียร ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของสารนาถ.......

ส่วนของเสาที่เหลืออยู่....ข้อมูลจากวิกีพีเดียบอกว่า พระเจ้าอโศกมหาราชนิยมสร้างเสาสูงเพื่อเป็นพุทธบูชา และเพื่อระบุถึงสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา เดิมมีอยู่ทั่วไปในราชอาณาจักรของพระองค์ ต่อมาเสาเหล่านี้ถูกทำลายโดยธรรมชาติบ้าง โดยมนุษย์บ้าง ปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่แห่งที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

นี่คือ เสาอโศกที่เมืองไวสาลี ที่สภาพสมบูรณ์ที่สุด.. ขอบคุณภาพจาก Google

และนี่คือ ภาพหัวเสาอโศกที่งดงามและขุดค้นพบที่สารนาถ ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถซึ่งย่าไม่มีโอกาสได้แวะชม...ขอบคุณภาพจาก web ลานธรรมจักร โดยคุณสาวิกาน้อย ภาพเช่นนี้หาได้ยาก แม้ว่าในรูปรวมของ Google จะมีอยู่หลายภาพแต่มีขนาดเล็กและไม่คมชัดเหมือนภาพนี้

ถือกันว่า หัวเสาอโศกที่สารนาถ สำคัญและโดดเด่นที่สุด เพราะอินเดียนำรูปแบบนี้ไปใช้เป็นตราราชการ และข้อความที่จารึกในหัวสิงห์ ที่ว่า ความจริงชนะทุกสิ่ง ( สัตย เมว ชยเต) ก็มีการนำไปใช้เป็น คำขวัญของอินเดียเช่นกัน

นอกจากนี้ ตราธรรมจักร ของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งมี 24 ซี่ที่อยู่ตรงฐานของหัวเสา และเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยของพระองค์ ก็มีการนำไปใช้ในธงชาติอินเดีย เพื่อแสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของอินเดียด้วย

ธงชาติของอินเดีย พร้อมตราธรรมจักร (the wheel “ Ashoka Chakra” ) ซึ่งเริ่มใช้เมื่อ 22 กค. 1947 ซึ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ

แดดกำลังสวยเหมาะกับการถ่ายรูปหมู่พอดี

เดินสบายๆท่ามกลางซากปรักหักพังที่ได้รับการบูรณะอย่างเรียบง่ายและงดงาม

จุดหมายปลายทางของพวกเรา คือมานั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิพร้อมกันที่เบื้องหน้า ธัมมะเมกขะสถูป ซึ่งเป็นพุทธสถานใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในสารนาถ สันนิษฐานว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ที่เรียกว่า ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ที่ตรงนี้  สาระสำคัญของปฐมเทศนา ก็คือ อริยสัจ 4 ที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆนั่นเอง

บังเอิญพบภาพพระพุทธรูปองค์นี้ในอินเตอร์เน็ต และเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก ปัจจุบันประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์สารนาถเช่นเดียวกับหัวสิงห์ยอดเสาอโศก  จึงขอนำมาให้ได้ชื่นชมกัน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินทรายแดงเมืองจูนาร์ ยุคคุปตะ (พ.ศ.800-1200)...ขอขอบคุณภาพถ่ายของพระมหาเทวประภาสวชิรญาณเมธีค่ะ

ชาวพุทธต่างชาติกลุ่มนี้แสดงความเคารพธัมมะเมกขะสถูป กันอย่างพร้อมเพรียงและเป็นระเบียบมาก

สวดมนต์และนั่งสมาธิแล้ว เราก็พากันมาเดินเวียนเทียนรอบสถูปด้วย

 นี่เป็นหลักฐานการเวียนเทียนของปู่ย่า และของพี่อีกคน ที่ฝากให้จุดด้วย เพราจำเป็นต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งอยู่ไกลจากสถูปพอสมควร

สงสัยปู่จะไม่ได้ก้มหน้าก้มตาเวียนเทียนทำสมาธิเหมือนย่า จึงมีโอกาสเห็นและถ่ายภาพลวดลายงดงามบนสถูปใหญ่แห่งนี้

ความกว้างขวาง สงบเงียบ สะอาด งดงามและเป็นระเบียบ ของสังเวชนียสถานแห่งนี้ ทำให้เราเต็มใจถ่ายภาพหมู่ได้พร้อมเพรียงกันหลายครั้ง

ปู่ตาไวเห็นความงามของชุดส่าหรีของคนงานที่นั่งทำงานกันอย่างสบายอารมณ์

รถผ่านวัดไทยสารนาถ แต่เราไม่มีเวลาพอจะแวะไปเยี่ยมเยือน เพราะหนทางข้างหน้ายังไกลนัก 

หลังอาหารกลางวัน เราจะต้องนั่งรถต่อไปเมืองกุสินาราซึ่งอยู่ห่างจากพาราณสี 270 กม. ทางทัวร์คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เพราะถนนหนทางที่นี่ไม่ราบเรียบสะดวกสบายเหมือนที่บ้านเรา

ลาก่อนพาราณสี....เมืองที่คุ้นเคยกับหลากหลายชื่อทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดูและพุทธ มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เพิ่งมีโอกาสได้พบและสัมผัสของจริงตอนสูงวัย

..................

  



Edited by yanid - 04 Feb 2016 at 10:28

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 02 Feb 2016 at 22:20

DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/274]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/279]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/327]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/234]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/220]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/292]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/198]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/983]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/988]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/729]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/359]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/808]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/464]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/376]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/232]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/362]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/981]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/210]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/165]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/184]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/279]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/214]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/741]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/306]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/261]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/208]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/447]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/451]
Hallstatt 2016 [5/391]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/500]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/420]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/745]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/497]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/599]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/691]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/472]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/749]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/1103]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/3205]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/545]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/355]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1454]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/417]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/333]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/451]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/323]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/355]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/812]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1686]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/2298]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/4143]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/15201]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/1038]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/228]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/207]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/171]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/187]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/176]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/232]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/152]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/166]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/197]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/680]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/345]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/370]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/477]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/354]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1394]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/559]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/621]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/760]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/465]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/926]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/588]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1650]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/710]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/4074]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/472]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/368]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/676]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/357]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/476]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/481]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/661]
กรรมฐาน [6/909]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/541]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/893]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

November 2017
S M T W T F S
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ