ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอน3- วัดพุทธคยา...ชาวพุทธทั่วโลกพลาดไม่ได้!

เกริ่นเรื่องอินเดียมาสองตอนแล้ว ตอนแรกเล่าถึงความหมายและที่ตั้งของสังเวชนียสถาน ตอนสองเป็นคำแนะนำใหม่ๆจากประสบการณ์ที่เพิ่งไปอินเดียมาเมื่อต้นปีนี้

ตอนนี้จะเป็น พุทธคยาสังเวชนียสถานที่พุทธศาสนิกชนพลาดไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งเดียวในสถานที่สักการะ 84,000 แห่ง ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช(พ.ศ. 240-312แล้วยังหลงเหลือให้เห็นเค้าโครงของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้น

ขอนำแผนที่อินเดียมาให้ดูอีกครั้งว่า สังเวชนียสถาน 4 แห่งที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงนั้น ปัจจุบันอยู่ในบริเวณทางเหนือของอินเดียและส่วนหนึ่งของเนปาล

2.1

รูปนี้เป็นเส้นทางการเดินทางครั้งนี้ เราออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ 9.35 น.วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2559 โดยสายการบินแอร์อินเดีย ( ซึ่งราคาถูกกว่า ชวงห่างระหว่างแถวของที่นั่งชั้นประหยัดกว้างกว่า ของการบินไทย และไม่มีกลิ่นแขกอย่างที่เตรียมใจไว้แต่แรก)

เมื่อไปถึงสนามบินอินทิราคานธีเมืองเดลี เราต่อเครื่องบินในประเทศไปเมืองคยา รัฐพิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของ วัดพุทธคยา (The Bodhgaya Temple ซึ่งปัจจุบันเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมกว่าชื่ออื่น) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชื่อ คือ  The Bodh Gaya Temple  หรือ  The Buddhagaya Temple หรือ The Mahabodhi Mahavihara Temple หรือ The Great Stupa

บริเวณหน้าวัดพุทธคยา มีซุ้มร้านขายของ มีพระสงฆ์นานาชาติ และผู้คนคึกคักมาก

ที่ซุ้มทางเข้าวัดชั้นแรก มีป้ายต้อนรับ คณะผู้สวดมนต์จากทิเบต ใช้ชื่อว่า The 27th Nyingma

      Monlam Chenmo (World Peace Prayer) ซึ่งกำหนดสวดมนต์ระหว่าง 10 มค.-19 มค. 2559

วัดพุทธคยา บริหารงาน โดยคณะกรรมการ 8 คนซึ่งเป็นคนอินเดียทั้งหมด กรรมการประกอบด้วย ผู้นับถือฮินดู 4 คน นับถือพุทธ 4 คน ทั้งหมดแต่งตั้งโดยรัฐบาลอินเดีย รายได้ของวัดได้มาจากการบริจาคทั้งหมด ไม่มีการตั้งงบประมาณจากทางการแต่อย่างใด

สาเหตุที่มีการตั้งคณะกรรมการในรูปแบบนี้ เนื่องจากตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 หลังจากกลุ่มมุสลิมชาวเตอร์กบุกทำลาย วัดนี้ก็ถูกทิ้งร้างจนนักบวชชาวฮินดูคนหนึ่งเข้ามาถือครองในศตวรรษที่ 15 และอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ในบริเวณนี้สืบต่อกันมาหลายรุ่น จนศตวรรษที่ 18 จึงมีการเรียกร้องขอพื้นที่เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาคืน  โดยกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธทั้งชาวอังกฤษและศรีลังกา ซึ่งรัฐบาลอินเดียรับเป็นธุระดำเนินการจนกระทั่งทางกลุ่มฮินดูยอมคืนพื้นที่ให้รัฐบาลตั้งแต่ 23 พค. คศ. 1953 เป็นต้นมา

ป้ายชั้นใน เขียนว่า Mahabodhi (Mahavihara) Temple  และเขียนตัวเล็กๆว่า  A world Heritage Site  ในนี้ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ คือ คือ ต้นศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวชิรอาสน์ และมหาวิหาร (เจดีย์พุทธคยา) ซึ่งในปีคศ. 2002 UNESCO ประกาศให้ บริเวณที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (The spot of Enlightenment ) เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม

ผ่านประตูชั้นในมาแล้ว หลังจากต้องถอดรองเท้าออก เดินเท้าเปล่าหรือ สวมถุงเท้า ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมทั้งต้องจ่ายค่ากล้องถ่ายรูป 100 รูปีด้วย (ห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในวัด)

5

บริเวณหน้ามหาวิหาร ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูป นาม พระพุทธเมตตาที่งดงามมาก

ลวดลายแกะสลักหินงดงามที่เจดีย์เหนือวิหาร เจดีย์นี้สร้างประมาณ ศตวรรษ

ที่ 7 บนฐานเดิมที่สร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 240-312)

เดินวนขวารอบเจดีย์พร้อมสวดมนต์บทอิติปิโส...ตลอด 3 รอบ 

ผ่านมาด้านหลังเจดีย์ บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งพระพุทธเจ้าอธิษฐานจิต และตรัสรู้ ต้นนี้เป็นหน่อที่ 4 ที่โผล่มาจากต้นเดิม บริเวณนี้คนแน่นมากๆ แต่ทุกคนต่างแบ่งปันเส้นทางกัน อย่างเข้าใจกัน

อีกด้านหนึ่งของเจดีย์ มีการตกแต่งประดับประดางดงาม เพราะช่วงนี้ชาวพุทธมหายานจากทิเบตมานั่งสวดมนต์ประจำปีติดต่อกัน 9 วัน

ที่นี่นิยมใช้ดาวเรืองร้อยเป็นพวงตกแต่งและบูชาตามสถานที่ต่างๆ

พระนั่งสวดมนต์อย่างเป็นระเบียบ ทราบว่า ในพิธีการสวดมนต์อย่างเป็นทางการของแต่พุทธศาสนิกชนกลุ่มใหญ่ๆ จะมีการแจ้งทางวัดก่อน แล้วทางวัดจะกำหนดและกันสถานที่ไว้ให้

สำหรับประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจะเลือกนั่งที่ว่างตรงไหนก็ได้

เมื่อเดินครบสามรอบแล้ว เราก็พากันเดินตามหัวหน้าคณะเข้าไปในวิหารได้โดยสะดวก คงเป็นเพราะมีการแจ้งว่าเราจะถวายผ้าแด่พระพุทธเมตตา เข้าไปแล้วก็สวดมนต์กันอีกครั้ง

เตรียมถวายผ้าไตรจีวรให้พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนผ้าห่มองค์พระพุทธเมตตา

15

พระของวัดพุทธคยากำลังเปลี่ยนผ้าห่มองค์พระเป็นผืนที่กลุ่มเราเพิ่งถวาย

16

เมื่อเปลี่ยนผ้าห่มเสร็จแล้ว พระท่านก็ย้ายไปยืนที่มุมมืดทางซ้่าย ให้พวกเราได้ชื่นชมครู่หนึ่ง

17

ย่าเปิดหน้าเว็ปของคณะกรรมการที่ดูแลวัดนี้ ก็ไม่มีการกล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้แต่อย่างใด แต่ชาวไทยเรียกกันต่อๆมาว่า พระพุทธเมตตา เพราะหน้าตาของท่านฉายแววเมตตาอย่างชัดเจน อ่านข้อมูลจากพระครูวินัยธรสมุทรถาวรธัมโม พระอาจารย์ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ทราบว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยหินทรายในสมัยราชวงศ์ปาละ อายุประมาณ 1400 ปี เมื่อคราวที่กษัตริย์ของรัฐเบงกอลซึ่งนับถือฮินดู คิดตั้งตนเป็นอิสระจากแคว้นมคธซึ่งนับถือพุทธ จึงมาที่นี่เพื่อทำลายศูนย์กลางของพุทธศาสนา หลังจากทำลายต้นโพธิ์ได้แล้ว ได้สั่งทหารให้ทำลายพระพุทธรูปนี้ด้วย แต่ทหารซึ่งเป็นชาวพุทธได้ขอเวลา 7 วัน ในระหว่างนั้นได้ใช้อิฐก่อบังพระพุทธูป จากนั้นได้แจ้งพระมหากษัตริย์ว่าทำลายพระพุทธรูปแล้ว แต่การณ์ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์องค์นั้น เสียใจจนโลหิตออกจากปากและจมูก แล้วสิ้นพระชนม์ต่อหน้าทหาร...ชาวพุทธทั่วไปถือกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ และ เป็นตัวแทนแห่งความเมตตาของพระพุทธเจ้า

รูปนี้แสดงให้เห็นว่า วันนั้น ข้างหลังพวกเรา มีคนเข้าคิวกันยาวเหยียดเพื่อจะได้มากราบไหว้พระพุทธเมตตาอย่างใกล้ๆ

ค่ำแล้ว  แต่บริเวณวัดพุทธคยายังสว่างไสว เรายังมีกิจกรรมสวดมนต์ที่นี่เช่นเดียวกับชาวพุทธจากชาติอื่นๆ โชคดีมากที่เราได้ที่นั่งหลังต้นศรีมหาโพธิ์ และเมื่อถ่ายภาพก็ได้เห็นทั้งกลุ่มพวกเรา ต้นศรีมหาโพธิ์และ เจดีย์พุทธคยา งามจับตาจับใจจริงๆ และวันนั้นเราทุกคนเตรียมพร้อม ใส่เสื้อกันหนาวรับอากาศเย็นได้อย่างสบายๆ...มีเรื่องที่ย่าขำแต่ประทับใจว่า บริเวณที่เราไปนั่งสวดมนต์นั้น มีชาวพุทธชาติอื่นสองสามคน นั่งอยู่ก่อนแล้ว พอถึงเวลาสวดมนต์ต่างคนต่างก็สวดภาษาของตัวเอง ต่างมีสมาธิในบทสวดมนต์ของตัวเอง อย่างเข้าใจกัน ไม่มีใครแสดงความหงุดหงิดแต่อย่างใด

ทางทัวร์ได้เตรียมมาลัยดาวเรืองให้เราด้วย ปู่กับย่า จึงนำไปบูชาเจดีย์เล็กที่รายรอบเจดีย์พุทธคยา และได้รับการตกแต่งไว้รองรับเทศกาลสวดมนต์ของชาวทิเบต

หลังสวดมนต์แล้ว พระสงฆ์ไทยที่ทำหน้าที่นำเราสวดมนต์ ก็พาชมสถานที่ที่ทางวัดจัดแสดงถึง การเสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ของพระพุทธเจ้าหลังจากการตรัสรู้ ก่อนที่จะตัดสินพระทัยออกเผยแพร่สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ให้สาธุชนได้รับทราบและปฏิบัติตาม...สถานที่ทั้ง 7 นี้ บางแห่งก็เป็นสถานที่จริง แต่บางแห่งก็อยู่ไกลออกไปจากบริเวณวัดในปัจจุบัน ทางวัดจึงจำลองให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน

รูปนี้ย่าตั้งใจถ่ายรูปน้องหมา ที่นอนฟังพระคุณเจ้าบอกเล่าถึงรายละเอียดของสถานที่เสวยวิมุตติสุขแต่ละแห่ง..อย่างสบายอารมณ์

อยากจะบอกว่า เท่าที่เห็นในอินเดีย นอกจากท่านวัว พาหนะของพระเจ้า ที่สามารถเดินไปไหนๆได้อย่างอิสระ แล้ว น้องหมา น้องแพะ น้องกา น้องนก น้องลิง และน้องกระรอก ก็พลอยได้อยู่อย่างเป็นมิตรกับเพื่อนมนุษย์ด้วยความมีเมตตาต่อกัน เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างสถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ 5 เป็นที่ที่พระองค์ประทับนั่งพิจารณาธรรมที่ตรัสรู้ใต้ต้นอัชปาลนิโครธ หรือ ต้นไทร  และที่นี่พระพุทธองค์ได้ตอบคำถามของพราหมณ์ท่านหนึ่งว่า คนจะเป็นพราหมณ์นั้นอยู่ที่การกระทำ ไม่ได้อยู่ที่การเกิดในตระกูลพราหมณ์ ทางวัดได้จำลองเสาให้เป็นตัวแทนของต้นไทร

ยอดเจดีย์พุทธคยาสีทองอร่ามตานี้เพิ่งจัดทำแล้วเสร็จเมื่อ ปลายปี 2557 นี้เอง โดยผู้มีจิตศรัทธาในการบริจาคเงินและนำช่างมาเคลือบทองคำ 289 กิโลกรัม คือ กลุ่มคนไทย ประกอบด้วย คุณสุมาน คุณากรไพบูลย์ คุณไพจิตร นันทนาวัฒน์ คุณปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และบริษัทเกรียงถวารคอนเทนเน่อร์ ใช้เวลาในการจัดทำและตกแต่งรวม 7 เดือน ระหว่าง เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน

ปิดท้ายภาพความงามของแสงสียามค่ำคืนด้วยรูปนี้ ก่อนเข้าโรงแรม

สายๆวันรุ่งขึ้น เรามาแวะวัดพุทธคยาอีกครั้ง เพื่อดูบรรยากาศยามฟ้าแจ้ง เพราะเมื่อวานได้เห็นวัดยามค่ำคืนไปแล้ว

ได้พบกับคณะที่จะมาบวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตามหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) ในโครงการอุปสมบทและปฏิบัติธรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่วัดพุทธคยา พอดี

นับว่าโชคดีอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นพุทธคยาทั้งยามเย็นย่ำค่ำ และยามสาย วันนี้เราเดินตามทางเดินข้างบน ไม่ต้องถอดรองเท้า และได้เห็นภาพรวมจากมุมสูง

กลุ่มนี้เป็นผู้มาสวดมนต์และนอนค้างที่วัดทั้งคืน

การตกแต่งบริเวณข้างล่าง

การตกแต่งบริเวณข้างล่าง

การสวดมนต์หมู่ของพระ ซึ่งตามกำหนดการน่าจะเป็นชาวทิเบต

เก็บภาพคู่ไว้เป็นที่ระลึก

สถานที่จำลองสระมุจลินทร์ สถานที่เสวยสุขสัปดาห์ที่ 5  สระจริงอยู่ทางใต้ของวัด ห่างจากที่นี่ประมาณ 2 กิโลเมตร

สวดมนต์ขอบคุณและอำลา

เช้านี้เราไปแวะชมสถานที่ที่มีขุดค้นพบว่าคือบ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระพุทธเจ้า หลังจากที่ท่านตัดสินพระทัยเลิกบำเพ็ญเพียรโดยวิธีการอดอาหาร

ป้ายนี้จัดทำโดยหน่วยงานทางโบราณคดีของอินเดีย เขียนว่า Sujata Garh  และอธิบายว่า สถูปอิฐแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกว่า บริเวณนี้ คือ อยู่ของนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาส (milk rice) แด่พระพุทธเจ้า

สถูปนี้สร้างขึ้นจากการขุดค้นในปี1973 และในปี 2001-6 ซึ่งต่างยืนยันเกี่ยวกับนางสุชาดา โดยช่วงแรกพบเฉพาะแผ่นศิลาจารึกในศตวรรษที่8-9 ระบุชื่อ ก่อน และช่วงหลังพบว่าบริเวณนี้มีทั้งสถูปไม้และหินปูนซึ่งสร้างในยุคต่างๆกัน

ป้ายของหน่วยงานทางโบราณคดีของอินเดีย ระบุว่าบริเวณนี้เป็นโบราณสถาน การบุกรุกและทำลายโบราณวัตถุเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

เหตุที่ถ่ายรูปทั้งสองป้ายนี้มาเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อเป็นการยืนยันว่า เรื่องต่างๆตามพุทธประวัตินั้น เป็นเรื่องจริง และทางอินเดียได้มีการศึกษาค้นคว้าจนพบหลักฐานยืนยันได้ รวมทั้งโบราณสถานต่างๆเกี่ยวกับพุทธศาสนาในอินเดีย ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี คุ้มค่าที่ชาวพุทธจะมาเยี่ยมชม

ถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึกที่บริเวณบ้านนางสุชาดา ซึ่งปรากฎหลักฐานยืนยันได้ว่าอยู่ตรงนี้จริงเมื่อกว่า 2559 ปีมาแล้ว

รูปนี้ยืนยันได้ว่า พลังแห่งความเมตตาของพระคุณเจ้าไปถึงน้องหมาได้จริงๆ เพราะเขาตรงเข้ามาเคล้าเคลียท่านองค์เดียว ทำราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน

กองฟางใหญ่หลายกอง ต้องแสงแดดยามเช้าดูดีมากๆ  จนอดคลิกไม่ได้

ชาวบ้านแถวนั้นมานั่งเรียงกันมองดูพวกเราอย่างสนใจ แต่เราไม่สนใจเพราะได้รับการเตือนจากทางทัวร์แล้วว่า อย่าหลวมตัวใจดีกับชาวบ้านหรือเด็กๆ ที่เห็นเป็นอันขาด มิฉะนั้นเราจะถูกรุมล้อมจากกลุ่มคนอีกมากมายเกินกว่าที่เห็น จนยากจะปลีกตัวออกมาได้

ตัวอย่างบ้านชาวบ้านตามทางผ่าน รัฐพิหารที่ตั้งของเมืองคยาที่เรามาแวะกราบไหว้สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย

ภาพความงามของชีวิตชนบทยามเช้า ทางผ่านระหว่างไปบ้านนางสุชาดา

นี่คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัดญี่ปุ่นในอินเดีย  ไกด๊เล่าให้ฟังว่า ในปีพ.ศ. 2500 รัฐบาลอินเดีย ได้จัดสรรพื้นที่ใกล้กับวัดพุทธคยา ให้ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธมาสร้างวัด บริเวณนี้จึงกลายเป็นแหล่งวัดพุทธนานาชาติ มีทั้ง จีน ญี่ปุ่น ไทย เวียตนาม ภูฏาน ทิเบต ฯลฯ และให้เช่าพื้นที่ในระยะยาวถึง 99 ปี ดังนั้นหลังจากชมพุทธคยาแล้ว ทางทัวร์ก็พานั่งรถชมรอบๆ และหยุดให้ถ่ายรูปที่นี่เพียงแห่งเดียว ก่อนจะพาไปแวะทอดผ้าป่าที่วัดไทยพุทธคยา

ทางเข้าวัดไทยพุทธคยา พร้อมป้าย No Horn Zone เพราะเสียงแตรรถที่อินเดียจะยาวต่อเนื่องกันระยะหนึ่ง ชวนรำคาญหู ไม่ใช่ดังครั้งเดียวเหมือนที่เมืองไทย และรถทุกคันก็นิยมบีบแตรกันจนเป็นเรื่องธรรมดา

ดอกไม้ขนาดใหญ่เบ่งบาน เต็มลานวัดไทยพุทธคยา คงเป็นเพราะดินฟ้าอากาศและได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี ดูจากป้ายในวัดแล้ว เดาว่าน่าจะชื่อสวนพุทธชยันตี  ที่มีผู้บริจาคเงินสนับสนุนการสร้างสวนดังกล่าวในวโรกาสครบ 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธรูปจำลองของพระพุทธชินราช ที่วัดไทยพุทธคยา

ภาพวาดฝาผนังมาจากเรื่องพระมหาชนกในวัดไทยพุทธคยา

ช่วงบ่ายแก่ๆ หลังจากถวายผ้าป่าแล้ว เราก็ออกเดินทางจากพุทธคยา มุ่งไปเมืองพาราณสี ระยะทางประมาณ 276 กม. คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม.

ระหว่างที่แวะเข้าห้องน้ำที่ร้านน้ำชาและขนมข้างทาง ไก๊ด์ท้องถิ่นช่วยจัดให้เด็กๆมานั่งเรียงแถวหน้ากระดาน จะได้ไม่วุ่นวายกับพวกเรา

48

พระอาทิตย์ใกล้จะลับฟ้าแล้ว ปู่จับภาพนี้ได้ระหว่างทางไปพาราณสี

ตามกำหนดการเราจะถึงที่นั่นประมาณหกโมงเย็น แต่วันนั้นรถติดมากๆๆ เราไปถึงโรงแรมประมาณสามทุ่ม ช้ากว่ากำหนดประมาณสองชั่วโมง

............................

 



Edited by yanid - 17 Feb 2016 at 00:53

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 30 Jan 2016 at 23:23



DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [1/119]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [2/120]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [1/90]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [1/141]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [0/126]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [1/233]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [0/160]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [0/98]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/188]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [0/238]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [0/85]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [0/96]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [0/106]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [0/175]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [0/113]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [0/179]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [0/184]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [0/154]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [1/134]
Cesky Krumlov…รักแรกพบ [3/207]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/188]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [1/215]
Hallstatt 2016 [4/238]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [1/273]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/241]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/486]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/351]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/392]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/453]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/326]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [1/369]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [0/692]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [0/2197]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [0/379]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/267]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/746]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/303]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/271]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/358]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/268]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/284]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/524]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1147]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/1516]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/2948]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/11924]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/757]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/205]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/179]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/153]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/168]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/149]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/171]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/134]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/146]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/180]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/484]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/286]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/319]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/384]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/281]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1040]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/444]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/445]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/475]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/399]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/806]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/455]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1303]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/642]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/3552]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/444]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/353]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/644]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/339]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/454]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/461]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/621]
กรรมฐาน [6/885]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/509]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [10/699]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

April 2017
S M T W T F S
1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ



This page was generated in 0.113 seconds.