ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

 

ปู่ย่าพร้อมผองเพื่อนสูงวัย เพิ่งไปค้างคืนที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร เมื่อ18 ตุลาคม 2558 นี่เอง

เมื่อเดินละเลียดชมชุมชน พร้อมถ่ายภาพสถานที่สวยงาม แปลกตา ทั้งเก่า-ใหม่  ก็ต้องตื่นเต้นยินดีที่ได้เห็นป้ายประกาศรางวัลถึง 2 แห่ง

แห่งแรก คือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล (The Cathedral of the Immoculate Conception) ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2542 จาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

แห่งที่สอง คือ ชุมชนริมน้ำจันทบูร ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2554 จาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เช่นกัน

นอกจากนี้ ขณะที่เปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พักริมน้ำถูกใจ ที่ชื่อว่า บ้านหลวงราชไมตรี  ก็ยิ่งดีใจที่ได้ทราบว่า เมื่อ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ทาง UNESCO ได้ประกาศว่า จากการประกวดโครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ประจำปี 2558 ซึ่งประเทศต่างๆส่งผลงานเข้าประกวด 36 โครงการ  ผลปรากฏว่า โครงการอนุรักษ์บ้านหลวงราชไมตรี  เป็น 1 ใน 12 โครงการที่ได้รับรางวัลจาก UNESCO  โดยได้รับรางวัล Award of Merit

ผู้แทนของ UNESCO ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าว เป็นการปรับปรุงบ้านขุนนางเก่าในท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นที่พักเชิงอนุรักษ์และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจุดประกายให้เกิดความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในชุมชนจันทบูร ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในวงกว้างที่จะฟื้นฟูชุมชนริมน้ำอายุ 150 ปีที่เสื่อมโทรม โดยมีการระดมเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นกว่า 500 รายในรูปแบบของกิจการเพื่อสังคม เป็นนวัตกรรมสำหรับอนุรักษ์แหล่งมรดกเมืองจันทบุรี  การบูรณะและแนวคิดการประยุกต์ใช้อาคารจีน-โปรตุเกส ที่น่าชื่นชม ทำให้บ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงมากขึ้น โครงการนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์มรดกให้กับชุมชนโบราณอื่นๆในประเทศไทย โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางที่ประสบความสำเร็จที่เรียกว่า “จันทบูรโมเดล”  (ขอขอบคุณข่าว จาก เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 1 กย. 2558)

      

ชุมชนริมน้ำจันทบูร ครอบคลุมแค่ไหน ย่าพยายามหาข้อมูล แต่ก็ยังไม่พบข้อเขียนที่กำหนดไว้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากแผนที่ต่างๆแล้ว เข้าใจได้ว่า ส่วนแรก คือ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายติดริมน้ำจันทบูร ทั้งสองฝั่ง  ส่วนที่สอง คือ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนนสุขาภิบาล ซึ่งเป็นถนนแคบๆถัดจากแม่น้ำจันทบูร และ ส่วนที่สาม คือ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนนเบญจมราชูทิศ ถนนใหญ่ที่อยู่ถัดจากถนนสุขาภิบาล แต่ปัจจุบันการดำเนินการส่วนใหญ่ยังเน้นอยู่ที่อาคารบ้านเรือนสองฝั่งถนนสุขาภิบาล

ถนนสุขาภิบาล เป็นถนนสายสำคัญของชุมชนแห่งนี้ เป็นถนนเก่า แคบๆและยาวประมาณ 1 กม.เท่านั้น  ย่ามีเวลาน้อย จึงเดินชมเฉพาะชุมชนริมน้ำ ซึ่งอยู่สองฝั่งของถนนสุขาภิบาลเท่านั้น (ตามที่ลากเส้นสีแดงในแผนที่ ) ไม่มีเวลาไปในส่วนอื่นเลย

        

ชุมชนริมน้ำฯนี้ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (สมัยพระนารายณ์) อายุประมาณ 300 ปีแล้ว เมื่อประมาณกว่า 100 ปีก่อน เคยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการพาณิชย์  มีท่าเทียบเรือไม่น้อยกว่า 7 แห่ง อย่างไรก็ตามบริเวณนี้ก็ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบ่อยครั้ง รวมทั้งได้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ในปี 2533 เป็นผลให้ประชาชนจำนวนมากทยอยย้ายไปอยู่ที่อื่น  ระยะหลังๆชุมชนแห่งนี้จึงลดความคึกคักลงไปมาก

การฟื้นฟูชุมชนฯ เริ่มในปี 2552 โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี มีนโยบายจะพัฒนาชุมชนริมน้ำที่ให้คึกคักเหมือนในอดีต จึงกระตุ้นและสนับสนุนให้ชุมชนริมน้ำร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ชุมชนฯ สถาบันการศึกษา เอกชน และ ส่วนราชการ ได้ร่วมมือกัน ใช้เวลาประมาณ 5 ปี ในการกำหนดเป้าหมาย วางแผนด้านต่างๆ แล้วค่อยๆดำเนินการฟื้นฟู และพัฒนา ตามลำดับโดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ

วิสัยทัศน์ คือ “ วัฒนธรรมนำการค้า”

ย่าพักที่บ้านหลวงราชไมตรี ซึ่ง นายแพทย์ ปสานพงษ์ ปุณศรี ทายาทรุ่นที่ 3 ของหลวงราชไมตรี ได้มอบบ้านเก่าให้ชุมชนเช่า 30 ปี คิดค่าเช่าเดือนละบาท จากนั้นจึงมีการระดมการลงทุนในรูปแบบการถือหุ้น  เพื่อปรับปรุงและอนุรักษ์บ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และที่พักในรูปแบบบ้านพักประวัติศาสตร์(Historic Inn) โดยให้มีการเผยแพร่คุณความดีของหลวงราชไมตรี มากกว่าที่จะเน้นให้เป็นแค่ที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยวเท่านั้น

เริ่มมีการปรับปรุงบ้านตั้งแต่ปี 2556 ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือนก็แล้วเสร็จ และ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่ 23 ตุลาคม 2557  (ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ www.baanluangrajamaitri.com)

จากแนวคิด ในการอนุรักษ์บ้านสองชั้นแห่งนี้ ให้เป็นที่พักเชิงประวัติศาสตร์ จึงจัดเป็นห้องพักคู่ 12 ห้อง อยู่ที่ชั้นล่างและชั้นบน ขนาดห้อง การตกแต่ง รวมทั้ง การตั้งชื่อห้องต่างกันไป เช่น ห้อง นายพ่อ นายแม่ ห้องลูกยาง ห้องต้นยาง เป็นต้น แต่ละห้องจะประดับกรอบรูป บอกเล่าถึงอดีตที่งดงามของหลวงราชไมตรีผู้เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นคนแรกที่นำยางจากทางใต้มาปลูกที่จันทบุรี และผ่านความยากลำบากต่างๆมากมายกว่าจะประสบความสำเร็จ (ที่พักรวมอาหารเช้า เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์ พัดลมเพดาน และ WiFi  ราคา 1,100 – 2,650 บาท)

ย่าพักที่ห้องชื่อ ต้นยาง  มีป้ายบอกชื่อห้องพร้อม คำแนะนำของหลวงราชไมตรี ในการปลูกยางให้ได้ผลดี

สภาพในห้อง พร้อมประตูแบบโบราณ และโต๊ะทำงานเล็กๆ พร้อมหนังสือเกี่ยวกับประวัติของบ้าน และ ชุมชนริมน้ำ

ห้องน้ำ พร้อมอ่างอาบน้ำไม้ที่ย่าชอบมากๆ เพราะไม่ลื่นและน้ำไม่กระเซ็นออกนอกอ่าง แต่ปู่คนตัวโตกว่าย่า บ่นงึมงัมๆว่า พื้นที่ว่างระหว่างโถส้วมกับอ่างอาบน้ำค่อนข้างจำกัด ทำให้วางเท้าไม่สะดวก

เก้าอี้ไม้แบบโบราณสำหรับนั่งดูโทรทัศน์สบายๆ

ข้อจำกัดของพื้นที่ ทำให้หลายห้องต้องทำบันไดให้ไต่ขึ้นไปนอนข้างบน (จำได้ว่ามี 5 ห้อง ที่มีเตียงนอน โดยไม่จำเป็นต้องไต่บันไดขึ้นลง)  ดังนั้นเวลาจะจองที่พักควรถามเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน ย่าสนุกและตื่นเต้นกับการไต่บันได  แต่หลายคนอาจมีปัญหาในการปีนป่าย

ห้องนอนเปิดโล่ง คนนอนริมซ้าย ถ้ายังไม่ง่วงก็สามารถนอนดูโทรทัศน์ที่อยู่ข้างล่างได้สบายๆ

คนนอนริมขวา ได้นอนดูภาพต้นยางพาราเขียวเข้มบนผนัง...ก็ห้องนี้ชื่อ ห้อง ต้นยางไงล่ะ

ระเบียงริมน้ำ หน้าห้องยามเช้า นั่งจิบกาแฟได้สบายๆ...บนโต๊ะตั้งทีวี มีถาดวางหม้อต้มน้ำ และ กาแฟ 3 in 1 ให้ สองซอง พร้อมน้ำ 3 ขวด..ฟรี

ชานเรือนกว้างริมน้ำชั้นล่าง เป็นที่รับประทานอาหารเช้า และนั่งเล่นของผู้เข้าพัก ที่นี่ไม่มีอาหารและเครื่องดื่มจำหน่าย แต่จะจัดอาหารเช้าโดยซื้อจากร้านในชุมชนมาอุ่นและจัดให้ผู้เข้าพัก โดยจะขอให้เลือกอาหารเช้าตั้งแต่ก่อนเข้านอน...วันที่ย่าไป มีโจ๊กหมู และ ก๋วยจั๊บให้เลือกสั่ง

โต๊ะอาหารกลาง มีชา กาแฟ  ขนมปัง เนย แยม ปาท่องโก๋ และ กล้วยไข่ เป็นอาหารเสริม...ปาท่องโก๋และกล้วยไข่ที่นี่อร่อยมากๆขอบอก!!

อาหารเช้าตามสั่ง ย่าสั่งโจ๊ก...เป็นโจ๊กข้าวกล้องพร้อมไข่ลวก และขนมไข่...อร่อย.. แม้ว่าโจ๊กจะดูข้นๆ ไม่น่ากินก็ตาม..สำหรับปาท่องโก๋ นอกจากจะมีนมข้นให้จิ้มตามปกติแล้ว ยังมีน้ำจิ้มแบบชาวจันท์ หวาน เปรี้ยว เค็มและเผ็ดนิดๆ ให้ลิ้มลองอีกด้วย..แต่ย่าชอบนมข้นจึงไม่ได้ลอง

 

จบเรื่องที่พักและอาหารเช้า  ก็ได้เวลาอวดรูปการเดินเตร็ดเตร่ชมชุมชนตามอัธยาศัยแล้ว...รูปพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือปู่ มีฝีมือย่าแซมนิดหน่อยเท่านั้น  เราสองคนเดินที่นี่กันสองช่วง คือ ช่วงเช้าตรู่ก่อนอาหารเช้า และช่วงหลังอาหารเช้า จนถึงเวลา 11 โมง

เราเริ่มจากการเดินเลี้ยวซ้ายออกจากบ้านพัก ไปทางตลาดล่าง ปลายทางอยู่ที่โบสถ์ฝรั่งแสนสวย....รูปนี้เป็นภาพรวมชีวิตชาวชุมชนยามเช้าราวๆ  6 โมงกว่า.... คนขายหมูปิ้ง กล้วยปิ้งที่บ้านอยู่เยื้องๆกับที่พักของเรา กำลังขมีขมันติดเตาถ่านไฟลุกโชน ก่อนนำขี้เถ้ามาโรยให้ไฟดับแต่ยังคงความร้อนระอุทั่วถึงทั้งเตากว้าง....เท่าที่เห็น มีพระสงฆ์ทยอยกันมารับบาตรถึงหน้าบ้านไม่ต่ำกว่า 10 องค์ คนที่นี่ยังใส่บาตรที่หน้าบ้านกันเป็นระยะๆ ไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยจนพระเหงา ใส่บาตรเสร็จพระก็ให้พรสั้นๆ....หมาน้อยตัวจิ๋วมีเจ้าของเห่าเสียงดังไล่หมาตัวใหญ่ (ไร้เจ้าของ?)ที่หางตกค่อยๆย่องมาฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าของหมาจิ๋ว...แมวธรรมดาๆนั่งชมทิวทัศน์หน้าบ้านอย่างสบายใจ

ภาพดีๆ เห็นแหม่ม 3-4 คนพร้อมหมวกนิรภัย ขี่จักรยานชมเมืองอย่างมืออาชีพ....แสดงว่าข้อมูลดีๆของที่นี่ go inter แล้วซีนะ

สิ่งที่ย่าชื่นชมที่สุดในชุมชนแห่งนี้ คือ ป้าย ซึ่งมีทั้ง ป้ายแสดงทิศทาง สถานที่ตั้ง และ บอกเล่าความเป็นมาสั้นๆของสถานที่ต่างๆ  ซึ่งติดตั้งตามมุมที่เหมาะสม

ไม้ฉลุที่โรงเจแห่งนี้ สวยและอยู่ในสภาพสมบูรณ์

ศาลเจ้าที่เล็กๆ ริมถนน แต่ ศาลาเอนกประสงค์กว้างใหญ่ข้างศาลเจ้าที่ซึ่งมีท่าน้ำ และป้ายหินอ่อนสวยงามมั่นคงที่ให้รายละเอียดความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าที่ ทำให้ย่าพลอยศรัทธาไปด้วย

จึงขอสรุปสาระสำคัญมาให้อ่านกัน  ว่า ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่สถิตของ 3 อากง  คือ  1) องค์เจียวตี้เอี๊ยกง ซึ่งบันดาลโชคลาภและความสุข เป็นที่นับถือของคนย่านเมืองจันท์มาช้านานนับร้อยปี  2) องค์เอี่ยม กวงไต้ตี่ เทพเจ้าคุมไฟ  3) องค์ฮกเต็กเล่าเอี้ย  เทพเจ้าแห่งบุญวาสนา....ความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องต่างๆของ 3 อากง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านชุมชนริมน้ำแต่บารมีของท่านทำให้บ้านเมืองในย่านนี้ปลอดภัย  จึงทำให้ชาวบ้านทั่วเมืองจันท์ศรัทธาและมาบูชาท่านกันเป็นประจำ

ปู่กับย่าพากัน เดินผ่ากลางศาลาเอนกประสงค์ข้างศาลเจ้าที่ มายืนที่ท่าน้ำ   เพี่อถ่ายรูปความงามของโบสถ์ฝรั่งฝั่งตรงข้ามแม่น้ำยามต้องแสงอาทิตย์และเงาสะท้อนในแม่น้ำ

จากที่เดิม เมื่อหันหน้ามาอีกข้างหนึ่ง ก็ได้เห็นภาพเงาเจดีย์ชาวพุทธของวัดโบสถ์สุดปลายถนนอีกด้านหนึ่ง สะท้อนในอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเช่นกัน  งามคนละแบบคนละมุม ในแม่น้ำสายเดียวกัน

เดินต่อมาไม่นาน ก็เห็นป้ายบอกทางอีกแล้ว มาเดินที่ถนนสายนี้ไม่มีทางหลงได้เลย

บ้านเลขที่ 69 เป็นสถานที่แห่งแรกบนถนนสุขาภิบาล ที่มีการอนุรักษ์และปรับปรุง เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร และเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน  

ทั้งนี้ เจ้าของบ้าน คือ พ.อ.(พิเศษ)ทันตแพทย์หญิง บุญพริ้ม ปฏิรูปานุสร (ทายาทรุ่นที่3 ของเจ้าของเดิม) เห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการชุมชน ในการอนุรักษ์และปรับปรุงอาคาร เนื่องจากสอดคล้องกับความตั้งใจเดิมที่ต้องการให้อาคารนี้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนอยู่แล้ว

ที่สำคัญยิ่ง คือ ในเบื้องต้น ท่านได้ช่วยสนับสนุนค่าปรับปรุงบ้านรวมทั้งอนุญาตให้เข้าไปใช้สถานที่เพื่อเป็นบ้านแห่งการเรียนรู้ชุมชน ทุกฝ่ายจึงร่วมกันดำเนินการจนสามารถเปิดให้เข้าชมฟรีได้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 จากสถิติ มีผู้สนใจเข้าชมปีละหลายพันคน..น่าเสียดายที่ย่ามาที่นี่ไม่ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จึงไม่มีโอกาสได้เข้าชม

ช่องลมบ้านนี้สวย แต่ไม่ยักมีป้ายบอกว่าเป็นบ้านของใคร

บ้านประตูสีสดใสหลังนี้ เขียนไว้ที่ผนังด้านข้างว่าเคยเป็นที่ถ่ายโฆษณาสินค้าหลายยี่ห้อแล้ว

นี่เป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดสีสดใสบนผนังตึก หรือใส่กรอบติดไว้ตามผนังตึก ที่เราเดินผ่าน...ทำให้เห็นว่า ทั้งคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในชุมชนแห่งนี้ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเป็นอิสระต่อกัน

 

ป้ายบอกเล่าถึงอุทกภัยร้ายแรงที่พัดพาบ้านสวยงามบริเวณนี้หายไป  แต่ก็ยังมีการอนุรักษ์บางส่วนไว้ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ทราบ  และใช้เป็นที่ถ่ายรูปได้

สะพานนี้ชื่อนิรมล เป็นที่สัญจรของชาวชุมชนข้ามแม่น้ำจันทบูร ไปอีกฝั่งหนึ่ง สร้างแทนของเดิมที่ชำรุดจากอุทกภัยเมื่อ 4 สค. 2546 สร้างโดยใช้งบฯราชการ แล้วเสร็จ เมื่อ 3 ธค. 2548

เงาสะท้อนของบ้านที่อยู่กันหนาแน่นริมน้ำจันทบูร.... นับแต่สำนักงานพาณิชย์จันทบุรี เริ่มนโยบายฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2558 ผ่านมา 6 ปี  น่าจะถือว่านโยบายประสบความสำเร็จได้ด้วยดีในระดับหนึ่งแล้ว

ในที่สุด เราก็เดินมาจนถึง อาสานวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ซึ่งอยู่ใกล้ปลายถนนสุขาภิบาลด้านหนึ่ง  เป็นที่ร่ำลือกันว่า นี่คือโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิกที่สวยที่สุดในประเทศ (และยังสวยที่สุดในเอเซียอีกด้วย?) โบสถ์นี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

ชุมชนคาทอลิกจันทบุรีถือกำเนิดจากชาวญวน130 คนที่อพยพมาจากเวียดนาม บาทหลวงได้เริ่มสร้างวัด(โบสถ์คริสต์ ตามที่เรียกกันทั่วไป) หลังแรกในปี2254   หลังจากนั้นได้มีการย้ายและสร้างวัดอีก 3 แห่ง พร้อมๆกับจำนวนคริสตศาสนิกชน (สัตบุรุษ)ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วัดแห่งนี้ นับเป็นหลังที่ 5 สร้างเมื่อปี 2448 ปัจจุบันมีอายุ 110 ปี

ภาพรวมภายใน สวยงามมากๆ

แม่พระประดับพลอยสร้างจาก ทองคำบริสุทธิ์ เงินบริสุทธิ์ และพลอยบริสุทธิ์ ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันบริจาควัตถุดิบที่จะสร้าง และมีพิธีเสกเมื่อ 11 ธค. 2552...ผู้ดูแลได้ช่วยให้เราได้ชื่นชมองค์แม่พระทั้งในยามต้องแสงไฟ และ ยามปิดไฟรับแสงธรรมชาติ

กระจกสีสวยงามประดับตามมุมต่างๆมากมาย ล้วนจัดทำและส่งตรงมาจากฝรั่งเศส

บันไดเวียนไม้ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า สวยที่สุดในประเทศไทย และสร้างโดยไม่ใช้ตะปูเลย

ภาพนี้เป็นมุมมองในขณะที่เราเดินย้อนไปทางขวาของบ้านหลวงราชไมตรี เพื่อไปสิ้นสุดปลายทางอีกด้านหนึ่งของถนนสุขาภิบาล ที่เรียกกันว่า ท่าหลวง

ผ่านร้าน และโรงงานไอศกรีมตราจรวดที่มีชื่อเสียงของจันทบุรี เนื่องจากเป็นแห่งแรกที่ผลิตโดยใช้เครื่องจักร เริ่มมาตั้งแต่ปี 2502 หรือ 56 ปีมาแล้ว ปัจจุบันก็ยังผลิตอยู่ มีหลายรูปแบบและหลายรสชาติ ทั้งขายปลีกและขายส่ง...เสียดายที่ย่ายังอิ่มอยู่จึงไมได้ลองชิม

ไม่นานนักเราก็มาถึงปลายทาง... ตามประสาคนเกิดปีกระต่าย  ย่าได้ขอให้ปู่ช่วยถ่ายรูปให้ติดป้ายที่ประดับกระต่ายด้วย

ตราประจำจังหวัดจันทบุรี เป็นรูปกระต่ายอยู่ในดวงจันทร์ที่เปล่งแสงเยือกเย็น ป้ายชื่อถนนและซอยต่างๆของจันทบุรี จึงมีกระต่ายประดับอยู่ทุกหนแห่ง

ใกล้ถึงเวลา 11 โมงที่จะต้องเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก เราได้มาแวะดื่มน้ำดับกระหายที่ร้านข้างบ้านพัก  ร้านนี้ชื่อ ท่ามาจัน  คิดอยู่นานว่าเป็นภาษาอะไร กว่าจะนึกออกว่า เป็นภาษาไทยที่แกล้งเขียนให้เพี้ยนๆไปนั่นเอง  ภายในร้านบางส่วน ประดับด้วยช้อนสังกะสีเคลือบสีสดใส สมัยเด็กๆย่าใช้ช้อนพวกนี้ตักกับข้าว แต่พอพ้นยุคโบราณ ร้านนี้นำช้อนมาใช้ตกแต่งก็ดูเก๋ไก๋ไม่เบา

ตากล้องนั่งชื่นชมผลงานในร้าน ท่ามาจัน ริมน้ำจันทบูร

ขอจบเรื่องนี้ด้วยการขอบคุณ ภาพลายเส้นคลาสสิค พวงกุญแจเก๋ไก๋และภาพโปสการ์ดงดงามของอาคารบ้านเรือนริมน้ำจันทบูร  ซึ่งย่าอดไม่ได้ที่จะเลือกมาเป็นของที่ระลึก

ขอบคุณที่สุด คือ หนังสือชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่จัดทำและเรียบเรียงความเป็นมาได้อย่างละเอียด ช่วยให้ย่าได้ใช้เป็นข้อมูลในการเขียนเรื่องครั้งนี้

ขอชื่นชมทุกคนที่ได้ร่วมกันผลักดัน และสนับสนุนจนชุมชนริมน้ำจันทบูรได้ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุมชนแห่งนี้จะเจริญอย่างยั่งยืนไปอีกหลายร้อยปี

.......................
 
 


Edited by yanid - 27 Oct 2015 at 10:34

Post Options Edit Diary   Quote yanid Quote wrote: 24 Oct 2015 at 22:34

DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : yanid
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 5(จบ) The Hermitage [1/538]
นกกินปลีอกเหลืองตกสวรรค์ [3/540]
เที่ยวรัสเซียปี 2560- ตอนที่ 4 Peterhof [2/581]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่3 St.Basil's Cathedral [2/466]
เที่ยวรัสเซียปี2560- ตอนที่2 ดอกไม้ในมอสโก [2/477]
เที่ยวรัสเซียปี2560 - ตอนที่1 ภาพรวม [2/504]
เปิดกล้องส่องนกที่บ้าน [3/372]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก( 4/4) [4/1538]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (3/4) [3/1493]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (2/4) [3/1254]
ชมสามอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก (1/4) [3/499]
ภาพ ‘หยดพระเสโท ’ [3/1035]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเราปี 2559 (ตอนสอง) [3/615]
ทำความรู้จักกับ “ปีกสวย พันสี...ที่ภูพิงค์” [3/543]
ทำความรู้จักกับ "ติโต" [2/338]
พุทธธรรมในคำสอนของ 'พ่อ' [1/497]
นกกินปลีอกเหลืองที่บ้านเรา ปี 59 [3/1575]
กรุงเวียนนา...เดินๆๆเพลิดเพลินใจ [2/303]
พระราชวัง Schonbrunn –กรุงเวียนนา [2/251]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 4/4 [1/289]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 3/4 [2/373]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่ 2/4 [3/347]
สาระสำคัญของแก่นพุทธศาสน์ ตอนที่1/4 [3/1081]
โบสถ์กระดูก ( Ossuary) ที่ Sedlec [3/440]
Prague Castle ..พลาดไม่ได้เมื่อไป Czech Republic [2/384]
แวะ Hluboka ก่อนไป Prague [2/285]
Five Fingers...มีเซอร์ไพรซ์ [3/1009]
เหมืองเกลือเก่าแก่ที่สุดในโลก [2/560]
Hallstatt 2016 [5/506]
Konigsee Lake (ทะเลสาบโคนิคซี่ ) [3/612]
แก่นพุทธศาสน์...ความว่าง 2/3 [1/518]
แก่นพุทธศาสน์....สรุปสาระสำคัญ 1/3 [1/845]
ไปอินเดียปี2559(8)-ตอนจบ...เดลี และ อัคระ [1/605]
ไปอินเดียปี2559(7)-สาวัตถี..เมืองเศรษฐีแต่เก่าก่อน [1/706]
ไปอินเดียปี 2559 (6) ลุมพินี..ถิ่นนี้ของเนปาล [3/829]
ไปอินเดียปี 2559(5)- กุสินารา..หมอกหนา เมตตาเด่น [1/555]
ไปอินเดียปี 2559(4)- พาราณสี..ล่องคงคา.. [2/891]
ไปอินเดียปี 2559 (3)- พุทธคยาพลาดไม่ได้ [2/1264]
ไปอินเดียปี 2559 (2)-เตรียมรับปัญหา [2/3657]
ไปอินเดียปี 2559 (1)-ไปทำไม [2/664]
ทดลองกล้อง Sony DSC-RX100 IV [0/394]
เที่ยว Glasgow เมืองโก้หรู – สก๊อตแลนด์ [0/1737]
เที่ยว เกาะ Skye กับ ปราสาท Eilean Donan แดนวิวสวย [0/474]
เที่ยว Dunkeld เดินเล่นสบายๆ - สก๊อตแลนด์ [0/390]
เที่ยว Blair Castle ปราสาทสีขาว – สก๊อตแลนด์ [1/495]
เที่ยวพระราชวังโฮลี่รู้ด วันฝนโปรย - สก๊อตแลนด์ [0/358]
เที่ยว ปราสาทเอดินเบอระ- สก๊อตแลนด์ [0/396]
ชมชุมชนริมน้ำจันทบูร [1/965]
สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ กับ โครงการสวนกลางมหานคร [2/1832]
แวนโก๊ะ และ ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ [2/2722]
แวนโก๊ะ กับ ดอกไม้ [0/4988]
แวน โกะห์ กับ ดอกทานตะวัน [2/16665]
พระนางตารา ( TARA Goddess) [4/1164]
เหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก [3/257]
อานุภาพและกับดักของวิปัสสนา [2/218]
อานุภาพของสมาธิตามธรรมชาติ [1/183]
วิธีคิดเพื่อละการยึดถือในความมีตัวตน [1/197]
อานุภาพของสมาธิและปัญญา [1/188]
ศีล สมาธิ และ ปัญญา [0/247]
ความยึดมั่นถือมั่น [0/164]
ศีล-ธรรม-การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ [0/177]
หลักพุทธศาสนาขั้นสูงสุด และการเข้าถึง [0/207]
สาระสำคัญของคู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ [0/812]
คู่มือมนุษย์-ใช้เวลา 20 ปี กว่าจะอ่านจบ [0/379]
นกเขาชวาที่บ้านเราปี 2558 [0/418]
เที่ยวเมืองลูบลิยาน่า (Ljubljana)...ก่อนกลับไทย [0/535]
เที่ยวถ้ำโพสตอนย่า....อายุนับล้านปี [0/374]
ไปเบลด(Bled)..เมืองตากอากาศยอดฮิตของSlovenia [0/1537]
เที่ยวซาเกรบ (Zagreb)…เมืองหลวงของโครเอเชีย [0/595]
เที่ยวพลิตวิเซ่ (Plitvice)..น้ำตกๆๆๆ..งามมวากก.. [4/679]
เที่ยวเมืองซาดาร์ (Zadar)...ที่ย่าช้อบชอบ [2/949]
ไปซีบีนิก (Sibenik)คลิกๆๆหน้าคน [2/490]
สบายๆในเมืองสปลิท (Split) [2/1007]
เที่ยวเมืองโทรเกียร์ (Trogir) [2/658]
เที่ยวเมือง ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) [4/1720]
ปราสาทสัจธรรม ณ 1 พค. 57 [1/748]
สอ เสถบุตร ในมุมมองของภรรยาคนสุดท้าย [1/4158]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอนจบ [0/480]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) - ตอน6 มองไกล เห็นกว้าง [0/376]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ)- ตอน5-เหนือตัวตนพ้นสมมุติ [0/683]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) - ตอน 4.ส่องกระแสธรรม [0/365]
ตื่นรู้ที่ภูหลง(ฉบับย่อ) – ตอน 3 ปลูกสติกลางใจ [2/487]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ) – ตอน 2.พ้นบ่วงมาร [2/503]
ตื่นรู้ที่ภูหลง (ฉบับย่อ)-ตอน1 อยู่กับความรู้ตัว [2/680]
กรรมฐาน [6/971]
บวชที่บ้าน – ภาคปฏิบัติ [6/585]
บวชที่บ้าน – ภาคทฤษฎี [11/1009]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ yanid ]
[ All yanid diary ]

February 2018
S M T W T F S
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ