ธุดงค์ญี่ปุ่นกับคู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(2)

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

 

ตอนที่ 2 ประสบการณ์การธุดงค์ในญี่ปุ่น

ตอนที่ 1 ย่าสรุปถึงธรรมะที่ท่านมิตซูโอะบรรยายประกอบเรื่อง “ธุดงค์ญี่ปุ่น”  ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่แรกเริ่มของท่านจนถึงปีที่ท่านจะไปธุดงค์ในญี่ปุ่น และ ความเป็นมารวมถึงเป้าหมายที่แท้จริงในการธุดงค์ครั้งนั้นของท่าน

ขอขอบคุณรูปจาก web วัดสุนันทวนาราม เกี่ยวกับการธุดงค์ของท่านมิตซูโอะในญี่ปุ่น เมื่อปี 2532  ซึ่งพอทำให้ได้เห็นบรรยากาศในการธุดงค์ในญี่ปุ่นของท่าน เพราะในหนังสือฯ มีแต่รูปวาด

ท่านมิตซูโอะเล่าประสบการณ์ของท่านค่อนข้างละเอียด รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ เหตุการณ์ และ นิกายต่างๆที่ท่านได้พบเห็นในระหว่างการธุดงค์ด้วย

แต่ย่าขอสรุป โดยเน้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการธุดงค์ ความรู้สึกนึกคิด และการปฎิบัติของท่านเท่านั้น

1.   เดิมท่านตั้งใจว่าเมื่อนั่งเครื่องบินจากไทยไปถึงสนามบินนาริตะ  ก็จะเริ่มธุดงค์จากที่นั่นผ่านโตเกียว เมืองหลวงปัจจุบัน และอีกหลายเมือง ไปจนถึง เมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่า  (ระยะทางประมาณ 500 กม.) แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจว่าจะเดินไปให้ถึงสวนสันติภาพเมือง   ฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial Park) ซึ่งเป็นเมืองที่โดนระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะทางเพิ่มจาก 500 กม.เป็น ประมาณ 1,000 กม.

 

2.   ปี 2529  คือ สามปีก่อนหน้านี้ ท่านเคยกลับญี่ปุ่นครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่ไม่เคยกลับมา 15 ปีแล้ว โดยไม่ได้ติดต่อกับญาติมาก่อน แต่ครั้งนั้นท่านได้พบสิ่งดีๆโดยบังเอิญหลายอย่าง ทำให้ท่านสามารถกลับถึงบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็วเกินคาด

 

 

3.   ก่อนเดินทางครั้งนี้ ( ปี 2532 )  ท่านได้ศึกษา วางแผน และเตรียมการต่างๆ พอสมควร  เช่น เส้นทางที่จะไปเดินธุดงค์นั้น ยังมีผู้นิยมเดินเท้ากันอยู่หมือนในอดีต แต่ใช้เวลามากขึ้นถึงเท่าตัว  ระหว่างทางผ่านที่ใดบ้าง จะติดต่อกับใครบ้าง ใครจะร่วมเดินทางกับท่าน เป็นต้น

 

4.   ผู้ร่วมเดินทางกับท่านเป็นลูกศิษย์ชาวญี่ปุ่น จบแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกียวโต พอจบการศึกษาก็บวชในพุทธศาสนาโดยไม่ได้ทำงาน

 

5.   ก่อนเล่าถึงประสบการณ์ ท่านได้พูดถึงสิ่งที่เหมือนกันและแตกต่างกันระหว่าง การเดินจงกรม การปฎิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน และ การเดินธุดงค์

 

สิ่งที่เหมือนกัน คือ การระลึกรู้ตัวทั่วถึงว่ากำลังทำอะไร รักษาใจดี รักษาใจสงบตลอดเวลา

สิ่งที่ต่างกันคือ

·        การเดินจงกรม   ช่วยให้เราเคยชินกับการรักษาความรู้สึกตัวทั่วถึง มีสติในขณะที่เดิน และระลึกรู้ถึงลมหายใจเข้าระลึกรู้ถึงลมหายใจออก

·        การปฎิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นที่จะต้องระลึกถึงลมหายใจเข้าออกเหมือนการเดินจงกรม เพราะกิจกรรมหลายอย่างอาจจะไม่สะดวกที่จะระลึกรู้ถึงลมหายใจเข้าออก เพียงแต่ทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจดี ใจเป็นปกติ มีสติอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ และทำให้ดีที่สุด

·        การเดินธุดงค์  ช่วยขจัดกิเลส เพราะเป็นการเดินออกจากวัด หรือ สถานที่ปฏิบัติธรรม ไปยังสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในปัจจัย 4 คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโรค เช่น ไม่รู้ว่าจะพักที่ไหนจะได้กินหรือไม่ จะอยู่อย่างไร เป็นต้น ดังนั้นผู้เดินธุดงค์จึง “ต้องหนักแน่น อดได้ ทนได้ รอได้ ไม่ยินดียินร้าย รู้จักคิดดี คิดถูกไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์อย่างไรก็ตาม...”

 

6.   นอกจากนี้ท่านยังเล่าถึงความเป็นมาของข้อปฏิบัติในการธุดงค์อย่างน่าสนใจ ว่า ก่อนที่จะตรัสรู้พระพุทธเจ้าก็เคยบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานร่างกายอย่างหนัก เมื่อตรัสรู้แล้ว ท่านจึงสอนพระภิกษุให้ปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ 8 (ที่เรามักเรียกกันง่ายๆว่า ทางสายกลาง) ไม่ควรข้องแวะกับการปฏิบัติแบบสุดโต่งสองอย่างซึ่งจะนำความทุกข์มาให้ คือ การติดสุขอยู่ในกามทั้งหลาย (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส )  และ การทรมานตนให้ลำบาก

 

อย่างไรก็ตาม “ภายหลังพระพุทธเจ้าเห็นว่า วิธีปฏิบัติของการธุดงค์ ซึ่งเป็นการทรมานตนให้ลำบากนั้น บางสิ่งบางอย่างก็เป็นประโยชน์ จึงอนุญาตและส่งเสริมธุดงควัตร 13 ข้อ ให้เป็นข้อปฏิบัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ เลือกปฏิบัติเป็นบางข้อก็ได้ ไม่ได้บังคับ”

 

7.   ท่านมิตซูโอะ ได้เล่าถึงพระมหากัสสปะเถระที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศในด้านการธุดงค์ ซึ่งมีประเด็นที่อาจจะเชื่อมโยงถึงแนวคิดของท่านมิตซูโอะหลังจากทีท่านสึกแล้ว ย่าจึงขอนำมาสรุปไว้ในนี้ด้วย คือ มหากัสสปะได้ธุดงค์อยู่ในป่าจนถึงวัยชรา เมื่อมาเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าเห็นท่านชราแล้ว จึงชวนให้มาอยู่กับท่านซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ จะสบายกว่าอยู่ในป่า แต่พระมหากัสสปะปฏิเสธ เพราะท่านเห็นประโยชน์ของการธุดงค์ สองประการ คือ การธุดงค์ทำให้ท่านได้รับความสุขในชาติปัจจุบัน และ การธุดงค์ของท่านก็เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนภายหลังได้ปฏิบัติตาม ได้เห็นว่าการธุดงค์เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นประโยชน์

 

8.   สำหรับข้อปฏิบัติเข้มข้น 13 ข้อตามที่พระพุทธเจ้าส่งเสริม นั้น ท่านมิตซูโอะนำมาปฏิบัติในการธุดงค์ครั้งนั้นหลายข้อ เช่นใช้ผ้าเพียง 3 ผืน (สบง จีวร สังฆาฏิ)  บิณฑบาต อยู่ป่า อยู่กลางแจ้ง อยู่ในที่ที่เขาจัดไว้ให้ เป็นต้น นอกจากนี้ ท่านยังรักษาพระวินัยตามปกติ ด้วย เช่น ไม่รับเงินทอง อาศัยอาหารจากการบิณฑบาตร เป็นต้น

 

 

9.  ท่านมิตซูโอะนั่งเครื่องบินออกจากไทยเมื่อ 15 เมย. 2532 พร้อมกับสัมภาระรวมประมาณ 15 กก. ท่านไปพร้อมกับความรู้สึกถึงความไม่แน่นอนยิ่งกว่าการธุดงค์ในไทย เพราะ “ คนญี่ปุ่นไม่มีประเพณีใส่บาตรด้วยอาหาร เพราะพระญี่ปุ่นในนิกายมหายานก็รับเงินได้ ทำครัวเองได้ แต่เมื่อเราไม่รับเงินทอง รับแต่อาหารก็ไม่แน่ว่าจะได้ไหม หรือได้รับทันที่จะฉันก่อนเที่ยงไหม ได้ก็ฉันได้ ไม่ได้ก็ฉันไม่ได้ แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ จะพักที่ไหน นอนที่ไหน ก็เป็นธุดงค์จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน”

 

10.  สิ่งที่น่าทึ่งราวกับเป็นเรื่องของธรรมะจัดสรร คือ ช่วงที่ท่านบวชอยู่ที่วัดป่านานาชาติของหลวงปู่ชา ที่ อุบลราชธานี มีช่างภาพอิสระชาวญี่ปุ่นมาปฏิบัติธรรมที่นั่นและได้เคยพูดคุยกัน ช่างภาพคนนี้อยู่ที่โตเกียว ดังนั้นเมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น ปี  2529 ท่านก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับเขา ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ (ปี 2532) เมื่อธุดงค์ถึงโตเกียวและพักค้างคืนที่นั่น ท่านก็โทรศัพท์ถึงเขาอีก เขาจึงได้ส่งข่าวการธุดงค์ของท่านให้สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งทราบ ทางสถานีสนใจว่า ในปี 2532 ซึ่งเป็นยุคใหม่แล้ว ถ้าไม่ใช้เงิน จะสามารถไปถึงเมืองฮิโรชิม่าได้อย่างไร และ ทางสถานียังสนใจเรื่องพระญี่ปุ่นผู้ร่วมเดินทางของท่านด้วย เพราะพระองค์นี้เรียนจบแพทย์แต่กลับมาเป็นลูกศิษย์เดินธุดงค์ไปกับท่านมิตซูโอะ จึงขอติดตามไปทำสารคดี ด้วย แต่จะขอตามเป็นระยะๆไม่ได้ตามตลอดเวลา เพราะค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำสูงมาก

 

ทางสถานีโทรทัศน์ได้จัดทำ สารคดีชุดนี้ ยาวประมาณ 1 ชม.และมีผู้ชมประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมโทรทัศน์ทั้งประเทศ  นับได้ว่า การธุดงค์ครั้งนี้ เป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นไม่น้อย

 

11.     ในส่วนของความไม่แน่นอนเกี่ยวกับที่พัก สรุปได้ว่า ส่วนใหญ่เมื่อผ่านวัด ท่านมักจะได้พักในวัด อย่างไรก็ตามบางวัดก็ปฏิเสธ  บ่อยครั้ง ท่านจึงได้นอนในที่ แปลกๆ  เช่น เมื่อเริ่มธุดงค์คืนแรกท่านและเพื่อนร่วมเดินทาง ได้พักบนศาลาในวัดที่เปิดตลอดเวลา ใครจะเข้าออกเวลาใดก็ได้   วันต่อมาได้พักที่ศาลาในสวนสาธารณะ หลังจากนั้น ก็ได้นอนหลากหลายที่...ที่คอนโดของลูกศิษย์..  ที่เรียวกัง(โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ซึ่งมีผู้จัดให้.. ที่บ้านพักที่คนรู้จักกันจัดให้.. ที่สถานีรถไฟ.. ที่สถานีดับเพลิง.. ที่นั่งพักรอรถเมล์... ใต้สะพาน... ในลานจอดรถ เป็นต้น

 

12.     สำหรับการบิณฑบาตร ก็เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ คือ อาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรจะได้น้อยและไม่อิ่มท้องเหมือนกับที่อยู่ในเมืองไทย เช่น ได้ลูกอม ได้ขนมปัง ผัก ผลไม้ เป็นต้น แม้แต่วันที่มีผู้นิมนต์ไปฉันอาหารเช้า ก็มักจะฉันได้ไม่อิ่ม เพราะมื้อเช้าคนญี่ปุ่นจะทานน้อย (กินมากตอนมื้อเย็น) อย่างไรก็ตาม บางวัดที่ท่านไปค้างคืน ก็ถวายอาหารเช้าด้วย ท่านเล่าว่า ได้ฉันอิ่มเต็มที่ 2 มื้อ คือ มื้อสุดท้ายซึ่งญาติโยมไทยจัดถวายก่อนขึ้นเครื่องบินออกจากไทย และมื้อเช้าสุดท้ายที่ท่านเดินธุดงค์ถึงฮิโรชิม่า และทางสถานีโทรทัศน์จัดเลี้ยงพิซซ่าญี่ปุ่น

 

13.     ความรู้สึกนึกคิดและคำถามระหว่างเดินธุดงค์  มีหลายอย่าง เช่น

·        เมื่อเจอกับความลำบากอยู่บ่อยๆ ทั้งการบิณฑบาต การหาที่พัก ความหิว ความหนาวเย็น ฝน... “ บางครั้งก็นั่งหลบฝนอยู่ริมถนน มองดูรถที่วิ่งผ่านไปมา แล้วเกิดอารมณ์ความรู้สึกแปลกๆ ชวนให้นึกถึงที่หลวงพ่อชารู้สึกเมื่อครั้งธุดงค์ในป่า ว่าเราต้องมาลำบาก ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ อาจารย์ก็รู้สีกอย่างนี้ขึ้นมาเหมือนกัน แต่เราก็สมัครใจมาเดินธุดงค์เอง เลยไม่เป็นทุกข์....”

·        ท่านประทับใจกับป้ายที่วัดหนึ่งซึ่งเขียนว่า “ การนินทาว่ากันก็เหมือนถ่มน้ำลายรดฟ้า” ท่านบอกว่าเคยได้ยินคำนี้และถือปฏิบัติมาแต่เด็กพอมาเห็นอีกทีก็ยังประทับใจ ท่านมีความเห็นว่า “คนไทยทุกวันนี้ก็ชอบด่าว่านินทากันทั้งเมือง ทำกันเหมือนเป็นเรื่องปกติ จนลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของบ้านเมือง ดังนั้นเราจึงไม่ควรด่าว่านินทากัน รู้จักเห็นโทษของการด่าว่านินทา ว่าสุดท้ายแล้ว คำพูดไม่ดีเหล่านั้น ก็จะส่งผลไม่ดีกลับมาที่ตัวเราเอง”

·        ท่านตั้งใจรักษาพระวินัยไม่รับเงิน แต่เวลาบิณฑบาตก็มีคนถวายเงินบ่อยๆ ท่านก็ปฏิเสธทุกครั้ง จนลูกศิษย์ที่ไปธุดงค์ด้วยถามว่า ทำไมรับปัจจัยไม่ได้ โยมก็อยากถวาย เราก็หิว ท่านได้ตอบว่า “ ถ้ารับปัจจัย เราก็เริ่มเก็บปัจจัย เก็บสมบัติ ก็เริ่มสร้างทุกข์ แต่ถ้าเรารับอาหาร ฉันหมดไม่ต้องเก็บสะสม ก็เป็นสันโดษ”

·        ระหว่างเดินธุดงค์และเจอความยากลำบากหลายอย่าง มีผู้ถามว่า จะเดินธุดงค์ไปฮิโรชิม่าทำไม ท่านตอบว่า “ ฮิโรชิม่า ไม่ใช่เป้าหมาย แต่ต้องการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เดินไปทีละก้าวด้วยความเอาใจใส่ มีสติสัมปชัญญะในทุกย่างก้าว ดูจิต รักษาจิตของเราไว้ นี่คือ เป้าหมายของการธุดงค์ ธุดงค์เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน แม้จุดหมายปลายทางจะอยู่ที่เมืองฮิโรชิม่าก็ตาม.....”

·        ความสุขระหว่างธุดงค์ ท่านเล่าว่า “ เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบันแล้ว ก็มีความสุขกับสรรพสิ่งรอบตัวได้ เห็นดอกหญ้าข้างถนนแค่นี้ก็รู้สึกมีความสุข.....พบอะไรก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าแม้จะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่าน่าเบื่อหรือไร้ค่าก็ตาม....อาจารย์ไม่ต้องลงทุนอะไรก็มีความสุขได้ เพียงแต่จิตเป็นสมาธิอยู่กับปัจจุบันไปทีละก้าวเดินเท่านั้นก็พอ”

·        อย่างไรก็ตาม ท่านได้เล่าถึงลูกศิษย์ที่ติดตามไปเดินธุดงค์ด้วยกันว่า “......ก้มหน้าก้มตาเดิน มีแต่ทุกข์ทรมาน หิวก็หิว ฉันก็ไม่ค่อยอิ่ม นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ...วันหนึ่งอาจารย์หันกลับมาบอกว่า ญานะซัง ดูซิ ต้นชากำลังออกใบไม้ใหม่ เขียวสวยน่าดูนะ แต่ปรากฏว่า ญาณะซังทุกข์ตลอด”

 

14.     ท่านมิตซูโอะ เดินธุดงค์ถึงจุดหมายปลายทางที่ Peace Memorial Park เมืองฮิโรชิม่า เมื่อ 25 มิถุนายน 2532 ได้โดยสวัสดิภาพ รวมเวลา 72 วัน ระยะทางประมาณ 1,000 กม. เดินประมาณ 2,200,000 ก้าว

 

15.     เมือถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ทีมงานบันทึกโทรทัศน์การเดินธุดงค์ ได้นิมนต์ท่านพักในโรงแรม เลี้ยงอาหารเช้าอย่างดี และจัดให้ท่านนั่งรถไฟชินกังเซ็นกลับโตเกียว  โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

สรุปสาระสำคัญโดยย่อที่สุดของตอนนี้ได้ว่า ท่านออกจากญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 20 ปี (2514) และกลับไปเยี่ยมบ้านเมื่ออายุ 35 ปี ( 2529 ) อีกสามปีต่อมา (2532) ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เป็นการมาเพื่อเดินธุดงค์ขัดเกลากิเลส เพราะจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่แน่นอนในเรื่องปัจจัย 4   อีกทั้งท่านยังจะต้องรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด ตามความตั้งใจมั่นอีกด้วย ท่านตั้งเป้าหมายเดินธุดงค์ประมาณ 1,000 กม.เริ่มตั้งแต่สนามบินนาริตะ ไปสุดปลายทางที่ฮิโรชิม่า  ซึ่งในที่สุดท่านก็ทำได้สำเร็จในเวลา 72 วัน โดยทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งติดตามบันทึกภาพและเสียง เพื่อนำไปจัดทำเป็นสารคดีเผยแพร่ในญี่ปุ่น สารคดีชุดนึ้ยาวประมาณ 1 ชม.มีผู้ชมประมาณ 17เปอร์เซ็นต์จากจำนวนผู้ชมทั้งหมด

 

ตอนต่อไป เป็นภาคสามในหนังสือฯ ซึ่งเป็นที่มาในการจัดตั้งและแนวทางในการดำเนินงานมูลนิธิมายาโคคตมีค่ะ

..............................

 



Edited by GrandmaNid - 14 Jul 2013 at 09:38

Post Options Edit Diary   Quote GrandmaNid Quote wrote: 11 Jul 2013 at 01:45

DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : GrandmaNid
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(ตอนจบ) [5/1303]
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(3) [0/2328]
ธุดงค์ญี่ปุ่นกับคู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(2) [0/542]
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(1) [2/1076]
อิตาลีใต้- ตอน7-ตอนจบ- โรม (Rome) [9/1656]
อิตาลีใต้ – ตอน6 ซิซิลี (Sicily) [5/2799]
อิตาลีใต้- ตอน 5 อัลเบอโรเบลโล ( Alberobello) [6/1472]
อิตาลีใต้- ตอน 4 อมาลฟี่โคสท์ (Amalfi Coast) [8/3035]
อิตาลีใต้- ตอน 3 เกาะคาปรี ( Capri ) [22/3267]
อิตาลีใต้ - ตอน 2 :ซอเรนโต้ ( Sorrento) [15/3342]
อิตาลีใต้- ตอน 1. ปอมเปอี (Pompei) [15/2415]
ไปพิพิธภัณฑ์บัวครั้งที่ 2 (แก่แล้วฯ25) [11/3215]
เดินไปมาใน Hotel de la Paix (แก่แล้วฯ24) [17/2114]
เต่าทะเล..หนังสือฟรีที่ตรงใจ ( แก่แล้วฯ23) [8/2822]
ปฏิบัติการฟื้นความจำ (แก่แล้วฯ 22 ) [15/942]
วันแห่งความรัก ( แก่แล้วทำอะไร 21) [22/894]
เล่นกับบัว (แก่แล้วฯ20) [22/2071]
ภาพถูกใจในงาน”ควงกล้องท่องโลก” (แก่แล้วฯ19) [14/963]
ตราด – นานแค่ไหนก็ไม่เคยลืม (แก่แล้วฯ18) [22/1446]
ความสุขที่ดาษดา (แก่แล้วฯ17) [20/2234]
ช่วงนี้มีอะไรใน Diarylove (แก่แล้วฯ16) [13/856]
ปีใหม่ อยากใช้ dihead ใหม่ [16/909]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย ตอนจบ [13/1439]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย- 3. มัณฑเลย์ [17/2662]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย – 2. อินเล [13/2704]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย - 1.ย่างกุ้ง [18/3163]
หัดเดินจงกรม ตอน 2-จบ ( แก่แล้วทำอะไร14) [13/854]
หัดเดินจงกรม ตอนที่1 (แก่แล้วทำอะไร14) [14/920]
The Idol ( แก่แล้วทำอะไร 13) [26/986]
ทำไม ทำไม ทำไม (แก่แล้วฯ 12) [17/845]
หมอดู - (แก่แล้วทำอะไร 11) [19/907]
ตับอักเสบเฉียบพลัน (ตอนจบ) [29/2392]
ตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis) ตอนที่ 1 [16/4479]
เพชรบุรี...ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อ- (แก่แล้วฯ 9) [17/4118]
ผ้าที่รักกับพิพิธภัณฑ์ผ้า (แก่แล้วฯ 8) [17/7207]
เรื่องโจ๊กๆ - แก่แล้วทำอะไร7 [14/885]
เที่ยวภูฏาน ตอนที่ 4 – ปูนาคา (Punaka) [15/2219]
เที่ยวภูฏาน ตอน 3-ทิมพู (Thimpu) [14/1538]
เที่ยวภูฏาน ตอน 2 – เมืองปาโร( Paro) [18/2025]
เที่ยวภูฏาน ตอน 1- ภาพรวมของภูฏาน (แก่แล้วฯ 6) [19/3007]
เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร-แก่แล้วฯ 5 [18/6151]
ยาพระบอก (แก่แล้วทำอะไร 4) [12/606]
เริ่มจากช็อกโกแลตขาว..ลากไปย้าวยาว (แก่แล้วฯ 3) [19/7062]
เอแคลร์ครบสี่ขวบ [20/994]
เนเธอร์แลนด์แดนในฝัน 1/2 (แก่แล้วทำอะไรฯ 2) [37/6279]
ครั้งหนึ่งในชีวิต (แก่แล้วทำอะไร 1) [17/1214]
Cars Fever [25/789]
ไปทุ่งพระเมรุ (โลกสวยฯ62) [17/2457]
เดินผ่านวัดโพธิ์ (โลกสวยฯ61) [21/3766]
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว (โลกสวยฯ60) [19/8443]
มหัศจรรย์นิทานดนตรี [30/979]
ย่ากับ DL, FB และ DC (โลกสวยฯ 59) [44/959]
น่าน..น้าน..นาน- ตอนจบ – ดอยเสมอดาวกับเสาดิน [20/1939]
น่าน..น้าน..นาน- ตอน 4 -ชมชมพูภูคาและบ่อเกลือ [12/2846]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน3 - ชงกันสบายๆ [11/6037]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน 2 - เสียงกระซิบจากปู่ย่า [12/2480]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน 1 - ถนนสำหรับมืออาชีพ [24/5335]
เที่ยวงานราชพฤกษ์ ๒๕๕๔ แบบคนแก่ ( โลกสวยฯ56) [23/4480]
เขาค้อ+ภูทับเบิก (โลกสวยฯ 55) [21/6249]
ความสุขของปู่ [30/790]
เจ็ดเดือนของนักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง [39/2502]
แมวบ้านเรา - โลกสวยฯ(54) [23/1453]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน ตอนที่ 4 (ตอนจบ) [27/1335]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน ตอนที่ 3 [21/3017]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน..ตอนที่2 [15/2105]
ไปฝรั่งเศสใต้และสเปน ตอนที่ 1- โลกสวยฯ(53) [23/2538]
ใส่สลักปาก - โลกสวยฯ52 [19/560]
ขอบคุณค่ะ..เด็กดื้อ (โลกสวยฯ51) [24/1713]
อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำมาช่วย( โลกสวยฯ50) [24/1137]
ความปรารถนาของแม่ - (โลกสวยฯ 49) [24/3553]
ได้เวลาร่าเริง (โลกสวยฯ 47) [25/2400]
เรื่องของน้องเหมียวไร้เจ้าของ- โลกสวยฯ(47) [21/780]
กระทบไหล่คนดัง (โลกสวยฯ 46) [25/775]
มีแต่ข่าวติดลบ [29/670]
พระมาช้า (สวนโมกข์ฯ1) [19/635]
รวมเล่มรวมรักไว้ให้เอแคลร์ [52/1242]
ครบรอบปีไปนอนโรงพยาบาลอีกแล้ว [36/807]
พุทธทาสกับสติอย่างหยาบๆเลวๆ- โลกสวยฯ(44) [20/1997]
พร้อมสู่โลกกว้าง [21/1335]
ก่อนถึงวันเปิดเทอมจริง [33/3048]
หัวหินครั้งที่สองของเอแคลร์ [32/1393]
สัตว์ไม่ได้เลี้ยง – (โลกสวยฯ 43) [25/2232]
สสว.ทัวร์อ่างทอง -(โลกสวยฯ 42) [34/1486]
เอแคลร์ไปโรงเรียน [32/746]
นิทานนก - โลกสวยฯ (40) [33/1148]
ย่ากับ DL และ FB - โลกสวยฯ (40) [49/2004]
ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก-โลกสวยฯ39 [18/1118]
อาจารย์เหม่ง [23/1470]
วันสบายๆของเอแคลร์ [23/787]
อยู่คู่กันมา 36 ปีเพราะอะไร (โลกสวยฯ38-ตอนที่ 2) [26/743]
อยู่คู่กันมา 36 ปีเพราะอะไร (โลกสวยฯ 38- ตอนที่1) [19/714]
ครบ 36 ปี...ได้ไปที่ชอบ+ชอบ-โลกสวยฯ37 [30/1389]
ทริปนี้มีได้-เสีย- โลกสวยฯ(36) [22/697]
เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน (โลกสวยฯ 35) [15/636]
เย้ๆ! เอแคลร์สนุกกับการกินผักแล้ว [18/606]
เฟื่องฟ้าของแม่ (โลกสวยฯ 34) [26/2954]
เอแคลร์กะผักผลไม้ [28/992]
เจ้าแม่ถูกปลดแล้ว!! [22/548]
ช่องว่าง (2) [21/572]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ GrandmaNid ]
[ All GrandmaNid diary ]

February 2018
S M T W T F S
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ