อิตาลีใต้- ตอน7-ตอนจบ- โรม (Rome)

  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options

ตอนที่แล้วจบที่การไปสนามบินที่ซิซิลีเพื่อบินมาโรม

เราบินจากซิซิลี ประมาณชั่วโมงหนึ่งเก็มาถึงกรุงโรม เมืองในฝันของย่า เราจะอยู่ในโรมสองวัน โดยค้างที่โรงแรมเดิมที่เรามาค้างคืนแรกที่ถึงอิตาลี
 

ก๊อกน้ำนี้อยู่หน้าโรงแรม มีน้ำไหลแรงทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลา  ไม่มีการปิด ( คงจะเป็นน้ำฟรี หรือไม่ก็เป็นตาน้ำธรรมชาติที่ทางโรงแรมสร้างก๊อกน้ำคลุมไว้  ) ไก๊ด์บอกว่า น้ำก๊อกที่อิตาลี มาจากภูเขา สะอาด ดื่มได้

ในโรมมีที่เที่ยวที่น่าสนใจ เกือบ 40 แห่ง เราได้ไปแวะชมแค่ 7 แห่ง แต่เป็นสถานที่หลักที่ย่าอยากไปทั้งหมด

เรื่องนี้ถือว่าเป็นโชคดีของปู่กะย่า ที่ไม่ต้องไปตะลอนๆเดินเที่ยวเอง  เพราะเดิมทางทัวร์กำหนดแค่จะพาไปวนๆชมเมืองแบบ City Tour เท่านั้น  เนื่องจากเป้าหมายหลักของเขาคือ อิตาลีใต้ และลูกทัวร์ส่วนใหญ่เคยมาโรมแล้วทั้งนั้น

วันแรกเราจะไปที่รัฐวาติกัน ( The Vatican City State) กันก่อน

เส้นน้ำตาลเข้มกรอบนอก คือ ขอบเขตของ  The Vatican City State   ซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆกลางกรุงโรม วาติกันมีฐานะเป็นรัฐอิสระ ที่เล็กที่สุดในโลก มีพื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 800 คน มีสถานีรถไฟ สถานีวิทยุ-โทรทัศน์ เหรียญและแสตมป์ของตัวเอง เป็นรัฐอิสระแห่งเดียวในโลกที่สามารถสร้างกำแพงล้อมรอบรัฐได้เกือบทั้งหมด ยกเว้น ด้านหน้าของจัตุรัส St. Peter

สถานที่สำคัญประกอบด้วย

·        พิพิธภัณฑ์วาติกัน (The Vatican Museums) และ โบสถ์ซีสทิน ( Sistine Chapel)

·        มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ ( St. Peter’s Basilica)

·        จตุรัสเซ็นต์ปีเตอร์ ( St. Peter’s Square)

·        วังของพระสันตะปาปา ( Papal Palace)

แต่เรามีเวลาชมเพียงแค่ 3 แห่ง ตามเส้นสีน้ำตาลอ่อนในแผนที่  คือ พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ และมหาวิหาร ตามลำดับเท่านั้น

เราไปถึงบริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์วาติกัน ก่อน 9 โมงเช้า มีผู้คนเข้าแถวกันยาววว...มาก 

คนเข้าเฝือกก็มา....คนไม่เข้าเฝือกก็มา แสดงว่าของเขาดีจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรามาเป็นคณะและจองตั๋วพร้อมไก๊ด์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เราจึงได้เข้าทางช่องพิเศษโดยไม่ต้องเข้าแถวเหมือนคนอื่นๆ

เข้าไปแล้วก็ต้องถ่ายรูปสีสันสะดุดตาทั้งต้นไม้และรูปของสันตะปาปา (Pope) องค์ใหม่ ซึ่งอยู่ตรงเชิงบันไดก่อน

สันตะปาปาองค์ใหม่เพิ่งได้รับการคัดเลือก โดยมีพิธีแต่งตั้งเมื่อ 19 มีนาคม 2556 นี้เอง ชื่ออย่างเป็นทางการของท่าน คือ Pope Francis ท่านเป็นชาวอาร์เจนติน่า

เมื่อออกจากประตูมาถึงลานกว้างก็ต้องถ่ายรูปกับโดมของมหาวิหาร Saint Peter เป็นที่ระลึก ไก๊ด์บอกว่าตรงนี้เป็นจุดที่ดีที่สุด

ตรงนี้ คือ Pine Cone Courtyard (ลานสนทรงกรวย) เรียกตามรูปหล่อยอดสนเก่าแก่แบบโรมันที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1-2

ปัจจุบันอาคารนี้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอียิปต์และอีทรัสกัน(Etruscan)

เนื่องจากเราจะชมสถานที่ทั้งสามแห่งต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจาก พิพิธภัณฑ์ แล้วเข้าโบสถ์ Sistine และต่อไปยัง มหาวิหาร Saint Peter …..เรียกว่ายิงนกทีเดียวได้สามตัว

แต่ในส่วนของโบสถ์ Sistine ซึ่งมีภาพวาดบนเพดานและที่ผนังโบสถ์สวยงามมากๆนั้น ห้ามถ่ายรูป และ ทุกคนต้องปิดวาจา ไก๊ด์จึงต้องพานักท่องเที่ยว ตรงมาดูรูปและบรรยายรายละเอียดของภาพก่อนเข้าชม เขาถ่ายรูปวาดบนเพดานชัดเจนและแยกเป็นสามแผ่น

.

ตัวอย่างรูปวาดบนเพดานโบสถ์  ซึ่งเป็นฝีมือของ Michael Angelo พร้อมรายละเอียดวิธีการวาดรูปบนเพดาน ซึ่งใครๆก็อยากรู้ว่าทำได้อย่างไร

สรุปว่า Michelangelo ใช้วิธีขึ้นไปยืนบนบันได แล้วเงยหน้าวาดรูป  

ตอนนี้เราเข้ามาในพิพิธภัณฑ์แล้ว  พิพิธภัณฑ์นี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังของสันตะปาปา ใช้เป็นที่เก็บสมบัติของคริสตศาสนจักรตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีทั้ง รูปแกะสลัก ภาพเขียน ภาพโมเสค ภาพวาดแบบ fresco  พรมแขวนผนัง (Tapestries)

หินอ่อนแกะสลักชิ้นนี้ คือ เทพ Apollo หนุ่มรูปงามสมัยโบราณโน้น

ถามไก๊ด์ว่า ทำไมตามหน้าบันอาคารจึงมีรูปแกะสลักอ้าปาหวอ อยู่หลายรูป เขาเป็นใครกัน

ไก๊ด์บอกว่าเป็นรูปหน้ากาก ของละครสมัยก่อน แล้วก็ทำท่าไม่อยากอธิบายต่อ คงนึกว่ารูปสวยๆมีมากมาย ทำไมยัยคนนี้ถึงสนใจภาพน่าเกลียดไปได้...ย่าเลยเดา ต่อไปเองว่า การที่หน้ากากต้องอ้าปากหวอ นั้น น่าจะเป็นช่องทางช่วยให้ผู้ใส่หน้ากากได้หายใจระหว่างแสดงมั้ง

ดูตัวอย่างรูปแกะสลักหน้าตาชั่วร้ายและดูมีชีวิตชีวาเหลือเกิน (ซึ่งมีหลายรูป) อีกซักรูป

ย่าชอบรูปนี้ที่บังเอิญสีตัดกันดีมาก และท่าทางของย่าก็ดูเหมือนรูปแกะสลักอีกรูปหนึ่งด้วย

มาดูสิ่งสวยงามกันบ้างดีกว่า นี่คือเพดานในพิพิธภัณฑ์ แต่ห้ามถามนะว่า สำคัญยังไง เพราะทุกแห่งที่เข้าชมในวันนี้ ล้วนเป็นศิลปะชั้นยอด หลายพันชิ้น ไก๊ด์ก็เดินบรรยายไปเบาๆ เราได้ยินเสียงผ่านหูฟังเท่านั้น... แล้วเสียงมันก็ผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปเกือบหมดแล้ว

โชคยังดีนักหนาที่ไก๊ด์คนไทยของเราแกโตในอิตาลี และชมสถานที่พวกนี้จนแทบจะหลับตาเดินได้แล้ว เราจึงได้ฟังเสียงภาษาไทยสบายๆไม่ต้องใช้สมาธิกะภาษาต่างด้าวเลย

สำหรับไก๊ด์ต่างด้าว นั้น ทำหน้าที่แค่พาเราเข้าทางลัด และเดินนำทางไปเรื่อยๆ กับรวบรวมหูฟังไปคืนทางพิพิธภัณฑ์เท่านั้นเอง

 
ตัวอย่างเพดานสวยอีกแห่งหนึ่ง
 

เดินในพิพิธภัณฑ์ที่นี่ เหมือนได้ออกกำลังทุกส่วน นอกจากตาดูหูฟังแล้ว เท้ายังต้องรีบก้าวเดินให้ทันเพื่อน หน้าก็ต้องแหงนมองเพดานบ้าง ก้มดูพื้นบ้าง หันไปมองด้านซ้ายบ้างขวาบ้าง สลับกันตลอดเวลา แถมมือก็ยังต้องคอยคลิกๆๆภาพถูกใจอีกด้วย

พานกลมใหญ่สีแดงนี้ ไก๊ด์บอกว่าเป็นหินอ่อน ศิลปวัตถุแข็งๆที่เป็นชิ้น และศิลปะบนพื้นของที่นี่  ใช้หินอ่อนทั้งนั้น หินอ่อนมีหลากหลายสี ไม่ใช่เฉพาะสีขาวอย่างที่คนไทยเห็นจนชินตาเท่านั้น

เห็นรูปนี้ แล้วเหมือนเห็นเพื่อนเก่า จำได้ว่าคุณอ้อ เคยเขียนไดฯเรื่องอิตาลี และ ถ่ายรูปนี้มาฝาก แล้วเรียกว่า แม่ลูกดก
 

นี่เป็นตัวอย่างพรมประดับผนัง ( Tapestry) หนึ่งในหลายสิบผืน ทอมาจากเบลเยี่ยม ฝีมือละเอียดยิบ ถ้าไม่บอกคงนึกว่าเป็นภาพวาดการฟื้นคืนชีพของพระเยซู

รูปนี้ก็เป็นพรมประดับผนังเช่นกัน

พื้นหินอ่อนตัดต่อแบบโมเสคถ้าจำไม่ผิดน่าจะ เป็นรูปนาง Medusa ที่มีผมเป็นงู

ตอนนี้เราเข้ามาที่ Sistine Chapel แล้ว ถ่ายรูปไม่ได้ ไก๊ด์บรรยายไม่ได้ คุยกันไม่ได้  ได้แต่ใช้สายตาเก็บความงามของภาพวาดแบบปูนเปียกที่เพดานและผนัง เท่านั้น  ห้องนี้จึงเงียบสงบกว่าทุกแห่ง

ภาพวาดบนเพดานเป็นฝีมือของ Michelangelo ซึ่งต้องยืนบนบันไดและแหงนหน้าวาดอยู่ 4 ปี ระหว่างปี 1508-1512 เป็นภาพเกี่ยวกับการสร้างโลก และการสร้างมนุษย์

นอกจากมีภาพวาดผลงานโดดเด่นของ Michelangelo แล้ว โบสถ์ Sistine ยังเป็นที่รู้จักกันในฐานะที่เป็นสถานที่ที่มีการประชุมคัดเลือกสันตะปาปา อีกด้วย

ภาพดังที่สุดบนเพดาน น่าจะเป็นภาพนี้ ที่ชื่อว่า The Creation of Adam ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกในโลก

นี่เป็นส่วนหนึ่งของภาพดังในโบสถ์ Sistine ชื่อ Last Judgement ภาพนี้อยู่ที่ผนังหลังแท่นบูชา วาดหลังรูปแรก 24 ปี ( 1536-1541) เป็นฝีมือของ Michelangelo อีกเช่นกัน

แสดงถึงการที่พระเยซูทรงพิพากษามนุษย์ในวันสิ้นโลก เป็นภาพที่มีชีวิตชีวาและน่ากลัวมากๆ

จากโบสถ์ Sistine มีทางเดินต่อไปมหาวิหาร St.Peter รูปนี้เป็นโปสการ์ดซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของมหาวิหารได้ชัดขึ้น

รูปหล่อของ St.Peter ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 สาวกของพระเยซู ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแทนพระองค์ และได้รับมอบกุญแจเมืองสวรรค์ ท่านเป็นสันตะปาปาองค์แรก  และเผยแพร่คำสอนของพระเยซู ต่อมาท่านถูกจับตรึงไม้กางเขน คศ.64

รูปหินอ่อนแกะสลักชื่อดัง Pieta ฝีมือของ Michelangelo ในปี 1499 ที่ย่าอยากเห็นของจริงมากที่สุด...  เห็นแล้วรู้สึกถึงความสงบ และเศร้า

Michelangelo แกะสลักรูปนี้ ตอนอายุ 25 ปีเท่านั้น

ปู่พยายามจะถ่ายรูปย่ายืนหน้ารูปนี้ แต่ไม่สำเร็จ เพราะใครๆก็มายืนเป็นนางแบบเต็มไปหมด จนรอไม่ไหว

ตรงนี้ คือ St.Peter’s Chair และแท่นบูชา (the baldachin and the altar) จุดเด่นอีกจุดหนึ่ง ที่ใครๆก็ต้องมายืนถ่ายรูป เห็นมั้ยมีหัวคนเต็มไปหมด

 

จากรูปข้างบน เมื่อจับแยกให้เห็นชัดๆ จะเห็นว่า ด้านซ้าย คือ St.Peter's Chair และด้านขวา คือ  แท่นบูชา  ซึ่งตั้งอยู่เหนือหลุมฝังพระศพของ St.Peter ศิลปะวัตถุ 2 ชิ้นนี้อยู่ห่างกันพอสมควร แต่ตามรูปบนที่เห็นอยู่ติดกันเพราะปู่ต้องถ่ายจากตำแหน่งที่อยู่ไกลมาก.....มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารที่ใหญที่สุดในโลก

 
Monument of Clement XIII (พระสันตะปาปา)
 

เราออกจากมหาวิหารฯตอนเที่ยงตามเวลานัดหมาย ซึ่งเป็นเวลาเปลี่ยนเวรยามพอดี จึงได้ภาพสีสดใสและท่าทางขึงขังขณะเปลี่ยนเวรยาม...นักท่องเที่ยวพากันคลิกๆๆๆ

กลับมาสู่โลกปัจจุบัน ริมถนนที่รถผ่าน...คนนี้คงเป็นนักศึกษานอกระบบ

เราใช้วิธีนั่งรถชมเมือง นี่เป็นตัวอย่างสถานที่ปรักหักพัง ที่อยู่กลางเมือง

ซุ้มต้นไม้สวย ระหว่างทางไปร้านอาหารจีน

Umbrella Pines สนกิ่งก้านแผ่กระจายคล้ายร่ม เห็นอยู่มากมายในอิตาลี

ช่วงบ่ายเราไปช้อปกันที่ Outlet Castel Romano ซึ่งตามทางแยกตกแต่งด้วยสัตว์ใหญ่สไตล์ทันสมัยให้ถ่ายรูป และมีมุมจัดสรรไว้ให้เด็กๆได้เล่นสนุกระหว่างรอพ่อแม่ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เด็กๆก็ยังสามารถวิ่งสนุกใกล้ๆสัตว์ใหญ่ได้เช่นกัน

สิ่งเดียวที่ย่ายอมจ่ายเงินให้ ...หวานมันรสเข้ม..อร่อยๆๆๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เราไปแวะที่ Colosseum  ซึ่งเป็นโรงละครกลางแจ้งทรงกลมรี (amphitheatre) ขนาดใหญ่โตมโหฬารมากๆ  เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 188 และ 156 เมตร มี 4 ชั้น จุคนได้ ประมาณ 60,000 คน สร้างระหว่าง คศ.72-82 เป็น1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ที่เรียกว่าโรงละครนั้น ในสมัยโบราณไม่ได้เป็นสถานที่แสดงศิลปะการแสดงที่สวยงามตามความหมายของละครสมัยนี้ แต่เป็นสถานที่แสดงการต่อสู้ที่โหดร้าย ทั้งระหว่างคนกับสัตว์ และสัตว์กับสัตว์ การต่อสู้จะจบลงเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต

ที่นี่มีการใช้งานจนถึงปี 523 แล้วก็ถูกทิ้งร้าง ต่อมามีการนำอิฐ หิน และวัสดุต่างๆจาก Colosseum ไปสร้างโบสถ์ วิหารและอาคารต่างๆ จึงมีลักษณะแหว่งๆเว้าๆแบบนี้

เราไม่มีโอกาสเข้าไปดูข้างใน เพราะวันนี้ จะไปเที่ยวกันหลายแห่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งพอเห็นแถวยาวๆของคนที่คอยเข้าชม ก็คิดว่าเห็นแค่นี้พอแล้ว

ระหว่างที่เดินไปขึ้นรถของเรา รถสองชั้นพาชมเมือง สีน่าตื่นเต้น ก็ผ่านมาพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะถ่ายไว้เป็นที่ระลึก

ช่วงสายๆ เรานั่งรถต่อไปที่น้ำพุเทรวี่ (Trevi) ที่ทั้งหนังและเพลงโรแมนติค Three Coins in the Fountain เป็นแรงจูงใจให้อยากมาโรมและมาที่นี่ตั้งแต่สาวๆ

พอได้มาเห็นทั้งโรมและน้ำพุเทรวี่จริงๆตอนสูงวัย ก็หมดแรงจูงใจที่จะที่จะโยนเหรียญเพื่อให้ได้กลับมาอีกซะแล้ว....สวย โออ่า และน่ามาชมจริงๆ... แต่ได้มาแค่ครั้งเดียวก็น่าจะเพียงพอ...เก็บเหรียญไว้ไปเที่ยวที่อื่นบ้างดีกว่า

น้ำพุนี้สร้างในปี 1732 (ประมาณ 280 ปีมาแล้ว) รูปปั้นหินอ่อนตรงกลาง คือ เทพเนปจูน ด้านซ้าย คือ หญิงสาวที่ชื่อเทรวี่ ซึ่งเป็นผู้พบตาน้ำธรรมชาตินอกกรุงโรม ตั้งแต่ 19 ปีก่อนคริสตกาล  ด้านขวา คือ  จักรพรรดิ์ออกัสตัส ซึ่งสั่งให้สร้างสะพานส่งน้ำเข้ามายังกรุงโรม

น้ำพุนี้ จึงตั้งชื่อตามชื่อสาวเทรวี่ผู้พบตาน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวโรมันนั่นเอง

ตั้งใจถ่ายรูปคนพิการในโรม ที่มีสิทธิหาเลี้ยงชีพอย่างอิสระท่ามกลางชุมชนได้เช่นเดียวกับในกรุงเทพ

แต่บังเอิญติดภาพรถตำรวจด้วย จึงขอเล่าว่า ระหว่างที่มาเดินในที่ผู้คนคึกคักของโรมนั้น ย่าเตรียมความพร้อมมาก ใส่เสื้อแจ๊คเก็ตตัวโปรดที่สามารถซ่อนทุกอย่างไว้ในเสื้อได้หมด ทั้งกล้อง กระเป๋าสะพาย และเงิน ที่แยกเก็บตามกระเป๋าเสื้อ...ตัวอ้วนกลมจนไก๊ด์โวยว่า ไม่ต้องกลัวคนในโรมถึงขนาดนี้...แต่เตรียมตัวอย่างนั้นแล้วอุ่นใจน่ะ

ตำรวจที่นี่ก็ดูแลความปลอดภัยอยู่ใกล้ๆแหล่งชุมชนคนท่องเที่ยว....สรุปว่า ในโรมซึ่งเป็นที่ที่ย่ากลัวเรื่องการถูกจี้หรือฉกสิ่งของเงินทองมากที่สุดนั้น   ทุกคนในกลุ่มเรารอดพ้นจากการรุกรานของผู้ไม่หวังดีค่ะ..ทำให้มองโรมในแง่ดีขึ้นมากมาย

หลังอาหารกลางวัน เราพากันเดินตามถนนคนเดิน ผ่านแผงขายของกันอย่างสบายๆ เพราะตั้งแต่สายๆจนบ่าย ต่างจับจ่ายใช้เงินแถวๆร้านใกล้น้ำพุเทรวี่กันมาเรียบร้อยแล้ว (สังเกตถุงในมือแต่ละคนซิ)

จุดหมายถัดไปของเราคือ วิหาร Pantheon ที่ต้องนำรูปที่เห็นด้านข้างมาแสดงเพราะจุดเด่นจะอยู่ตรงอาคารด้านหลังที่เห็นหลังคาโดมโผล่มานิดนึงนี่แหล่ะ

วิหารนี้สร้างครั้งแรก 27 ปีก่อนคริสตศักราช ต่อมาไฟไหม้ได้รับความเสียหาย จึงมีการสร้างใหม่ในปี 110-125 แต่ยังคงให้เกียรติผู้สร้างคนแรก โดยจารึกไว้ที่หน้าวิหารว่า สร้างโดย Agrippa (บุตรเขยของจักรพรรดิ์ออกัสตัส)

หลังคาโดมที่ว่านั้น เว้นที่ว่างตรงยอดให้เป็นช่องแสงและช่องอากาศผ่านเข้ามาในวิหาร...น่าทึ่งมาก

ภาพจากโปสการ์ดนี้ น่าจะถ่ายตอนเที่ยงที่แสงแดดตรงกับช่องแสงพอดี แสงจึงตกเป็นแนวตรงลงที่พื้นหินอ่อนที่ทำเป็นวงกลมไว้รองรับสวยงามมาก

ว่ากันว่าถ้าเข้ามาชมยามฝนตกหรือหิมะโปรยปรายจะสวยไปอีกแบบ....เขามีการออกแบบให้น้ำไหลโดยไม่มีการท่วมขังด้วย แต่ไก๊ด์ไม่ได้พาไปดูว่าอยู่ตรงไหน

นี่เป็นแท่นบูชา  ซึ่งที่ผนังมีรูป  The Virgin Mary อยู่ตรงกลาง

 

เดิมเจตนาสร้างวิหารนี้ให้เป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าโรมันทุกองค์ แต่ต่อมาใช้เป็นโบสถ์ โดยมีการอุทิศให้แก่ The Virgin Mary และนักบุญต่างๆ

คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง จึงมีรูปพระแม่มาเรียหลายแห่ง บังเอิญย่าถ่ายมาพอดี รูปแรกทำจากเงิน ใส่กรอบประดับตรงผนังกลางโบสถ์ ต้องเพ่งดีๆจึงจะเห็นเป็นรูปผู้หญิงอุ้มทารก ส่วนรูปปั้นสวยงามและดูอ่อนโยนทั้งสองรูปนั้น ประดิษฐานอยู่ อีกมุมหนึ่ง

รูปนี้แสดงว่าเรามาที่นี่ช่วงบ่าย เพราะแสงเริ่มย้ายไปตกที่ด้านข้างแล้ว

ถึงจะสร้างมานานแล้ว แต่วิหารนี้มีการใช้เทคโนโลยี่ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพราะมีคนเข้าเยี่ยมชมมากมาย แม้แต่ละคนจะพูดค่อยๆ แต่เสียงก็ยังคงอื้ออึงและค่อยๆดังขึ้น จนกระทั่งมีเสียง "ชู่" ดังอย่างต่อเนื่องออกมาตามลำโพงนานเกือบนาที ทุกคนจึงเงียบเสียง....แล้ววิหารก็อยู่ในความสงบเงียบต่อไปได้

นี่เป็นเสาหิน Obelisque  ซึ่งอยู่ด้านหน้าวิหาร  Pantheonสร้างขึ้นในปี 1711 เพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิรามาเซสที่ 2 แห่งอียิปต์

นี่เป็นรูปด้านหนึ่งของฐาน Obelisque

เดินออกมาจาก Pantheon  นิดหน่อย ก็มาถึงอนุสาวรีย์แห่งนี้ที่จำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ว่าตรงนี้เป็นจุดนัดพบของพวกเรา เพราะจะมีกลุ่มหนึ่งเดินไปถ่ายรูปที่บันไดสเปนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ แต่อีกกลุ่มหนึ่งอยากนั่งพักที่เก้าอี้ข้างๆอนุสาวรีย์

ย่าซูมไปที่ยอดอนุสาวรีย์ เป็นสาวสวยมาก น่าจะเป็นพระแม่มาเรีย แต่ยังหาหลักฐานยืนยันไม่ได้

เยื้องๆกับอนุสาวรีย์เป็นสถานทูตสเปนประจำกรุงวาติกัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ บันไดสเปน (Spanish Steps) เพราะอยู่ใกล้ๆกัน แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อื่นใดต่อกัน

ระหว่างเดินหาบันไดสเปน บังเอิญเห็นรถคันนี้ผ่านมาช้าๆ จึงรีบเดินตามไปถ่ายรูป  เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเห็นอะไรดีๆเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วหัวใจมันพองโตด้วยความภูมิใจทุกที

ถึงแล้วบันไดสเปน แต่ใครๆก็ต้องหยุดดูอ่างน้ำพุด้านหน้าก่อน  ชื่อว่า อ่างน้ำพุบาคัคเซีย (Fontana della Baecaccia)

อ่างน้ำพุนี้ รูปร่างคล้ายเรือรั่ว มีน้ำพุพุ่งออกจากปากพระอาทิตย์ น้ำประปาที่นี่ดื่มได้จริงๆด้วย

นี่คือบันไดสเปนที่โด่งดัง สร้างระหว่างปี 1723-1726 เพื่อถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่15... ใครใคร่นั่งนานแค่ไหนก็นั่งได้ ไม่มีการเก็บเงิน

นี่เป็นบันไดช่วงที่สอง ซึ่งผู้คนไม่ค่อยไต่กะไดขึ้นมานั่งเท่าไร เพราะต้องไต่ขึ้นมาอีกหลายขั้นอยู่เหมือนกันแหล่ะ

ย่าชอบท่าทางของคนที่มานั่งพักบนบันไดนี้  แม้จะมีคนมานั่งพักกันมากมาย แต่ก็ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว จึงได้เห็นท่าทางสบายๆ หลากหลายแบบตามที่ย่ารวบรวมมาฝากส่วนหนึ่ง

เมื่อขึ้นไปบนช่วงที่สองของบันไดสเปน จะเห็นผู้คนเดินกันขวั่กไขว่ในซอยด้านหน้า อาจจะเป็นเพราะเป็นวันอาทิตย์ก็ได้

น่าเสียดาย....เวลาท่องเที่ยวในโรมของเราจบที่บันไดสเปนเท่านั้น เพราะคืนนั้นเราจะเดินทางกลับ โดยแวะเที่ยวและค้างหนึ่งคืนที่รัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

บรรยากาศ ขาเดินกลับไปขึ้นรถ ถนนค่อนข้างโล่ง

ตึกสวยแหล่งสุดท้ายที่ปู่ถ่ายไว้ก่อนขึ้นรถไปสนามบิน

รถที่รับใช้เราอย่างดีช่วงที่อยู่ในโรม

 

ขอจบการเล่าเรื่องอิตาลีใต้ 10 วันระหว่าง  3 พค.- 12 พค. 56 แต่เพียงเท่านี้นะคะ

สำหรับการแวะเที่ยวและค้างคืนที่รัฐดูไบเพียง 1 คืนก่อนกลับเมืองไทยนั้น ไม่มีอะไรประทับใจนัก และย่าได้ลงรูปรวมทั้งเล่าเรื่องประทับใจนิดๆไว้ใน Face Book แล้ว จึงขอไม่เล่าซ้ำในไดฯดีกว่า

บ๊ายบายค่ะ

..........................

 



Edited by GrandmaNid - 04 Jul 2013 at 17:56

Post Options Edit Diary   Quote GrandmaNid Quote wrote: 03 Jul 2013 at 23:26

jittrees View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 24 Feb 2010
Location: nonthaburi
Posts: 2191
Post Options Edit Comment   Quote jittrees Quote Direct Link To This Post Posted: 04 Jul 2013 at 15:39 - IP: 58.11.101.XXX
ตามไปเก็บตอนแรกก่อนนะค๊ะคุณย่า แล้วจะมาเม้นท์อีกรอบค่ะ 
Back to Top
jittrees View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 24 Feb 2010
Location: nonthaburi
Posts: 2191
Post Options Edit Comment   Quote jittrees Quote Direct Link To This Post Posted: 05 Jul 2013 at 15:42 - IP: 61.90.18.XXX
โรมเป็นอีกที่ใฝ่ฝันอยากไปมากค่ะ มีเรื่องราวคาสนาคริสต์เต็มไปหมดเลย

ตอนนี้ขอเกาะขอบอ่านไดอารี่คุณย่า ดูรูปสวยๆ ไปก่อน เพราะส่วนตัวยังไม่มีโอกาสคงอีกนานค่ะ

คุณย่าถ่ายรูปมาให้ชม ภาพเด่นๆ ตึกงามๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ

ชอบรูปตรงบันไดที่คนอื่นๆต่าง อยู่ในโลกส่วนตัวกัน 
Back to Top
GrandmaNid View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 31 Jan 2011
Location: Bangkok
Posts: 2372
Post Options Edit Comment   Quote GrandmaNid Quote Direct Link To This Post Posted: 05 Jul 2013 at 20:48 - IP: 125.24.170.XXX
Avatarขอบคุณค่ะคุณนู้ป ฝันต่อไปเรื่อยๆเถอะค่ะ ซักวันก็จะเป็นจริงได้..ย่าก็ฝันไว้นานมาก..แล้วพอจะได้ไปก็ได้ไปแบบคาดไม่ถึง แถมได้ของแถมอีกมากมาย
ย่านิด
Back to Top
ann_gemini View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 23 Feb 2010
Location: Bkk
Posts: 2666
Post Options Edit Comment   Quote ann_gemini Quote Direct Link To This Post Posted: 08 Jul 2013 at 11:22 - IP: 202.57.129.XXX
เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลยค่ะคุณย่า ละเอียดละออทุกการเดินทางเลย
Back to Top
GrandmaNid View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 31 Jan 2011
Location: Bangkok
Posts: 2372
Post Options Edit Comment   Quote GrandmaNid Quote Direct Link To This Post Posted: 08 Jul 2013 at 13:42 - IP: 101.108.220.XXX
Avatarขอบคุณค่ะ คุณแอน เจตนาของย่าก็คล้ายๆอย่างนี้ค่ะ เหมือนยิงนกทีเดียวได้สองตัว ให้เพื่อนๆได้อ่านได้รู้ได้เห็นเหมือนตัวเอง และที่ตัวเองอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเติมระหว่างที่เขียนเรื่อง..แต่ละตอนจึงยาววว..มาก
ย่านิด
Back to Top
peanutbutter View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 25 Feb 2010
Posts: 337
Post Options Edit Comment   Quote peanutbutter Quote Direct Link To This Post Posted: 11 Jul 2013 at 21:26 - IP: 81.68.59.XXX

สวัสดีค่ะคุณย่านิด.. อ่านเพลิน ดูรูปเพลิน เหมือนกลับไปเที่ยวอีกรอบ.. : ) โรมเป็นที่ที่ประทับใจมากๆ และอยากจะกลับไปอีกเมื่อมีโอกาสค่ะ รอลูกๆโตอีกนิดก่อนนะคะ..

ระลึกย่านิดเสมอนะคะ.. ได้เห็น อ่านไดคุณย่าแล้วก็ดีใจ..

แม่ลูกสองสบายดีค่ะ..


Edited by peanutbutter - 11 Jul 2013 at 21:28
Back to Top
vanin View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 27 Feb 2010
Posts: 5383
Post Options Edit Comment   Quote vanin Quote Direct Link To This Post Posted: 14 Jul 2013 at 16:02 - IP: 171.7.132.XXX
อ่านเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านแล้วคิดถึงอิตาลีจังค่ะคุณย่า

รูปสลักที่เอ่ยถึงคือรูปเทพีอาร์เทมิส ขออนุญาตแก้ไขนิดเดียวว่าอ้อเล่าไว้ตอนไปตุรกีค่ะ



รูปสลักเทพีอาร์เทมิสที่นี่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากที่พบในประเทศกรีซหรือที่อื่น ๆ คือรอบอกจะมีลูก ๆ ห้อยเต็มไปหมด จนมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่าแม่ลูกดก ว่ากันว่าลูก ๆ ที่เห็นคืออัณฑะวัวที่เอามาแขวนเพื่อขอลูก ทั้งที่เทพีอาร์เทมิสเป็นเทพีพรหมจารี จึงน่าแปลกใจที่ทำไมถึงกลายเป็นเทพีแห่งการให้ลูกไปได้ สันนิษฐานว่าเดิมแถบนี้มีเทพเจ้าท้องถิ่นก่อนที่พวกกรีก-โรมันเข้ามา ชื่อว่าเทพี Cybele เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เมื่อชาวกรีก-โรมันนำเทพเจ้าของตนเข้ามาจึงผสมผสานกับเทพเจ้าท้องถิ่นเดิม กลายเป็นเทพีอาร์เทมิสผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และการให้ลูก
อีกตำนานหนึ่งบอกว่าเทพีอาร์เทมิสเป็นแฝดพี่ของเทพอพอลโล และช่วยแม่คลอดน้องชาย จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพีผู้คุ้มครองหญิงมีครรภ์และการให้กำเนิดบุตร นี่อาจจะเป็นที่มาของการขอลูกก็ได้
แม่กับปัณณ์ รักกัน รักกัน พ่อกับปัณณ์ รักกัน รักกัน พ่อกับแม่ รักปัณณ์ รักปัณณ์
Back to Top
GrandmaNid View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 31 Jan 2011
Location: Bangkok
Posts: 2372
Post Options Edit Comment   Quote GrandmaNid Quote Direct Link To This Post Posted: 14 Jul 2013 at 18:28 - IP: 101.108.13.XXX
Avatarอ้าว! เหรอ! ย่าอุตส่าห์ดีใจว่าเป็นรูปเดียวกัน แล้วสมัยคุณอ้อไปโรมได้ไปเห็นแม่ลูกดกองค์นี้ไหมคะ ถ้ายังต้องหาโอกาสแวะไปหาท่านบ้างนะคะ ดูเหมือนแม่ลูกดกที่ตุรกีเก่ากว่าและมีรายละเอียดมากกว่า เสียดายแขนหายไปทั้งสองข้าง..ขอบคุณข้อมูลที่มีรายละเอียดน่าสนใจมากค่ะ..แต่มองยังไงก็นึกไม่ออกว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญของวัว...ถ้าไม่บอก
ย่านิด
Back to Top
GrandmaNid View Drop Down
Senior Member
Senior Member
Avatar

Joined: 31 Jan 2011
Location: Bangkok
Posts: 2372
Post Options Edit Comment   Quote GrandmaNid Quote Direct Link To This Post Posted: 14 Jul 2013 at 18:41 - IP: 101.108.13.XXX
Avatarขอบคุณค่ะคุณอ้อ หายไปนานมากๆ ย่าแวะไปเยี่ยมสองสาวมาแล้วนะคะ กำลังน่ารักสูสีกันเลย
ย่านิด
Back to Top
DiaryLove.com
Post Comment (Register User Only)




diary : GrandmaNid
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(ตอนจบ) [5/1303]
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(3) [0/2328]
ธุดงค์ญี่ปุ่นกับคู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(2) [0/542]
ธุดงค์ญี่ปุ่น กับ คู่บารมีของท่านมิตซูโอะ(1) [2/1076]
อิตาลีใต้- ตอน7-ตอนจบ- โรม (Rome) [9/1656]
อิตาลีใต้ – ตอน6 ซิซิลี (Sicily) [5/2796]
อิตาลีใต้- ตอน 5 อัลเบอโรเบลโล ( Alberobello) [6/1472]
อิตาลีใต้- ตอน 4 อมาลฟี่โคสท์ (Amalfi Coast) [8/3034]
อิตาลีใต้- ตอน 3 เกาะคาปรี ( Capri ) [22/3267]
อิตาลีใต้ - ตอน 2 :ซอเรนโต้ ( Sorrento) [15/3342]
อิตาลีใต้- ตอน 1. ปอมเปอี (Pompei) [15/2414]
ไปพิพิธภัณฑ์บัวครั้งที่ 2 (แก่แล้วฯ25) [11/3215]
เดินไปมาใน Hotel de la Paix (แก่แล้วฯ24) [17/2113]
เต่าทะเล..หนังสือฟรีที่ตรงใจ ( แก่แล้วฯ23) [8/2821]
ปฏิบัติการฟื้นความจำ (แก่แล้วฯ 22 ) [15/942]
วันแห่งความรัก ( แก่แล้วทำอะไร 21) [22/893]
เล่นกับบัว (แก่แล้วฯ20) [22/2071]
ภาพถูกใจในงาน”ควงกล้องท่องโลก” (แก่แล้วฯ19) [14/963]
ตราด – นานแค่ไหนก็ไม่เคยลืม (แก่แล้วฯ18) [22/1446]
ความสุขที่ดาษดา (แก่แล้วฯ17) [20/2234]
ช่วงนี้มีอะไรใน Diarylove (แก่แล้วฯ16) [13/856]
ปีใหม่ อยากใช้ dihead ใหม่ [16/909]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย ตอนจบ [13/1439]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย- 3. มัณฑเลย์ [17/2660]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย – 2. อินเล [13/2704]
เที่ยวเมียนมาร์แบบคนสูงวัย - 1.ย่างกุ้ง [18/3163]
หัดเดินจงกรม ตอน 2-จบ ( แก่แล้วทำอะไร14) [13/854]
หัดเดินจงกรม ตอนที่1 (แก่แล้วทำอะไร14) [14/920]
The Idol ( แก่แล้วทำอะไร 13) [26/986]
ทำไม ทำไม ทำไม (แก่แล้วฯ 12) [17/845]
หมอดู - (แก่แล้วทำอะไร 11) [19/907]
ตับอักเสบเฉียบพลัน (ตอนจบ) [29/2389]
ตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis) ตอนที่ 1 [16/4479]
เพชรบุรี...ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อ- (แก่แล้วฯ 9) [17/4117]
ผ้าที่รักกับพิพิธภัณฑ์ผ้า (แก่แล้วฯ 8) [17/7204]
เรื่องโจ๊กๆ - แก่แล้วทำอะไร7 [14/885]
เที่ยวภูฏาน ตอนที่ 4 – ปูนาคา (Punaka) [15/2218]
เที่ยวภูฏาน ตอน 3-ทิมพู (Thimpu) [14/1537]
เที่ยวภูฏาน ตอน 2 – เมืองปาโร( Paro) [18/2025]
เที่ยวภูฏาน ตอน 1- ภาพรวมของภูฏาน (แก่แล้วฯ 6) [19/3007]
เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร-แก่แล้วฯ 5 [18/6151]
ยาพระบอก (แก่แล้วทำอะไร 4) [12/606]
เริ่มจากช็อกโกแลตขาว..ลากไปย้าวยาว (แก่แล้วฯ 3) [19/7062]
เอแคลร์ครบสี่ขวบ [20/993]
เนเธอร์แลนด์แดนในฝัน 1/2 (แก่แล้วทำอะไรฯ 2) [37/6278]
ครั้งหนึ่งในชีวิต (แก่แล้วทำอะไร 1) [17/1214]
Cars Fever [25/789]
ไปทุ่งพระเมรุ (โลกสวยฯ62) [17/2457]
เดินผ่านวัดโพธิ์ (โลกสวยฯ61) [21/3765]
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว (โลกสวยฯ60) [19/8442]
มหัศจรรย์นิทานดนตรี [30/979]
ย่ากับ DL, FB และ DC (โลกสวยฯ 59) [44/959]
น่าน..น้าน..นาน- ตอนจบ – ดอยเสมอดาวกับเสาดิน [20/1939]
น่าน..น้าน..นาน- ตอน 4 -ชมชมพูภูคาและบ่อเกลือ [12/2845]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน3 - ชงกันสบายๆ [11/6035]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน 2 - เสียงกระซิบจากปู่ย่า [12/2478]
น่าน..น้าน..นาน - ตอน 1 - ถนนสำหรับมืออาชีพ [24/5335]
เที่ยวงานราชพฤกษ์ ๒๕๕๔ แบบคนแก่ ( โลกสวยฯ56) [23/4480]
เขาค้อ+ภูทับเบิก (โลกสวยฯ 55) [21/6246]
ความสุขของปู่ [30/790]
เจ็ดเดือนของนักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง [39/2502]
แมวบ้านเรา - โลกสวยฯ(54) [23/1452]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน ตอนที่ 4 (ตอนจบ) [27/1335]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน ตอนที่ 3 [21/3017]
ไปฝรั่งเศสใต้กับสเปน..ตอนที่2 [15/2105]
ไปฝรั่งเศสใต้และสเปน ตอนที่ 1- โลกสวยฯ(53) [23/2537]
ใส่สลักปาก - โลกสวยฯ52 [19/560]
ขอบคุณค่ะ..เด็กดื้อ (โลกสวยฯ51) [24/1692]
อัญเชิญพระพุทธรูปทองคำมาช่วย( โลกสวยฯ50) [24/1137]
ความปรารถนาของแม่ - (โลกสวยฯ 49) [24/3553]
ได้เวลาร่าเริง (โลกสวยฯ 47) [25/2400]
เรื่องของน้องเหมียวไร้เจ้าของ- โลกสวยฯ(47) [21/780]
กระทบไหล่คนดัง (โลกสวยฯ 46) [25/775]
มีแต่ข่าวติดลบ [29/670]
พระมาช้า (สวนโมกข์ฯ1) [19/635]
รวมเล่มรวมรักไว้ให้เอแคลร์ [52/1242]
ครบรอบปีไปนอนโรงพยาบาลอีกแล้ว [36/807]
พุทธทาสกับสติอย่างหยาบๆเลวๆ- โลกสวยฯ(44) [20/1997]
พร้อมสู่โลกกว้าง [21/1335]
ก่อนถึงวันเปิดเทอมจริง [33/3048]
หัวหินครั้งที่สองของเอแคลร์ [32/1393]
สัตว์ไม่ได้เลี้ยง – (โลกสวยฯ 43) [25/2232]
สสว.ทัวร์อ่างทอง -(โลกสวยฯ 42) [34/1486]
เอแคลร์ไปโรงเรียน [32/746]
นิทานนก - โลกสวยฯ (40) [33/1148]
ย่ากับ DL และ FB - โลกสวยฯ (40) [49/2004]
ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก-โลกสวยฯ39 [18/1118]
อาจารย์เหม่ง [23/1470]
วันสบายๆของเอแคลร์ [23/787]
อยู่คู่กันมา 36 ปีเพราะอะไร (โลกสวยฯ38-ตอนที่ 2) [26/743]
อยู่คู่กันมา 36 ปีเพราะอะไร (โลกสวยฯ 38- ตอนที่1) [19/714]
ครบ 36 ปี...ได้ไปที่ชอบ+ชอบ-โลกสวยฯ37 [30/1389]
ทริปนี้มีได้-เสีย- โลกสวยฯ(36) [22/697]
เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน (โลกสวยฯ 35) [15/636]
เย้ๆ! เอแคลร์สนุกกับการกินผักแล้ว [18/606]
เฟื่องฟ้าของแม่ (โลกสวยฯ 34) [26/2953]
เอแคลร์กะผักผลไม้ [28/992]
เจ้าแม่ถูกปลดแล้ว!! [22/548]
ช่องว่าง (2) [21/572]

[ ชมทุกตอน ไดอารี่ ของ GrandmaNid ]
[ All GrandmaNid diary ]

February 2018
S M T W T F S
1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28


เขียนไดอารี่ | หน้าแรก



ปรับแต่งไดเลิฟฯ